สารบัญ
บทความนี้จะเขียนเกี่ยวกับตัวผมเอง แนะนำตัวให้รู้จักกันมากขึ้นสักเล็กน้อย จะได้รู้ว่า มันเป็นใครมาจากไหนกันนะ เรียนอะไรมา แล้วก็ทำอะไรมาบ้าง !
ทำไมชื่อ EXTRA
สวัสดีครับ ผมชื่อ EXTRA ก็เป็นชื่อเล่นที่พ่อแม่ตั้งให้ ตอนแรกก็คิดว่าเขาคงตั้งให้เพราะความหมายดีเป็นคนพิเศษ ไปๆมาๆ กลายเป็นว่า ตอนคุณแม่ท้องผม ชอบกิน Nescafe Extra มาก เกิดมาตัวดำเลย (ตกลงมันเกี่ยวไหมนะ) แล้วก็ตั้งแต่เด็กยันโต ก็ไม่ชอบกินกาแฟใดใดทั้งนั้น ทุกวันนี้ยังไม่กินกาแฟเลย ไปร้านกาแฟกับเพื่อนคนอื่นสั่งเอสเพรสโซ่ อเมริกันโน่ แต่ตัวเองก็จะสั่งด้วยความมั่นใจว่า “นมเย็น” แก้วนึง
เอาเป็นว่า พ่อแม่ก็คงเห็นว่าคำว่า Extra ความหมายดีด้วยแหละมั้ง เลยตั้งชื่อเล่นให้ตามนั้น ก็เลยกลายเป็นชื่อที่ใช้มาตั้งแต่เด็กจนโตโดยตลอด ก็ชอบมีคนถามว่าตั้งเองปะเนี้ย ก็พยายามบอกแล้วว่าเปล่า ไม่ได้ตั้งเองโว้ยยย แต่ก็ไม่คิดว่าจะเปลี่ยนเหมือนกัน 555+ ฉะนั้นก็ไม่ต้องแปลกใจว่าทำไมเวปไซต์ชื่อว่า Just Not Ordinary
ที่มาที่ไป
เรื่องที่พยายามบอกหลายๆคนว่าแต่ไม่ค่อยมีคนจะจะเชื่อคือ เป็นคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่กำเนิด เกิด และโต เรียนหนังสืออยู่ที่นี่มาโดยตลอด เวลามีเทศกาลสงกรานต์ งานปีใหม่ ที่ชาวบ้านเขา “กลับบ้าน” กัน เราเนี่ยล่ะจะรู้สึกว่าเอ่ออออ ถนนบ้านกรุโล่งสักทีเว้ยเฮ้ยไม่ใช่ขับผ่านแยกอโศกมาสี่แยกคลองเตยหายไป 2 ชั่วโมง จากสีลมมาพระราม 4 หายไปอีก 2 ชั่วโมง มันไม่ใช่นะ เวลาไปต่างจังหวัด หรือ มีเพื่อนต่างจังหวัด แล้วเห็นว่าเขารู้จักกันทั้งหมู่บ้าน หรือ รู้ว่าคนข้างบ้านเป็นใครชื่ออะไรทำอาชีพอะไรพ่อแม่มาจากไหน นี่คือรู้สึกตื่นเต้นตั้งแต่เด็ก เพราะว่าโตมาในกรุงเทพนี่คือการรู้จักคนข้างบ้านนี่ก็เรียกว่าอเมซิ่งมากแล้ว ปกติเข้าบ้านปิดประตูล๊อคกุญแจ ไม่คุยคนแปลกหน้า เห็นหน้ากันมา 10 ปี ยังไม่รู้เลยชื่ออะไรมาจากไหน เอาเป็นว่า คาแรกเตอร์นี่ล่ะ เด็กกรุงเทพแท้ๆ
อนุบาล
สมัยเด็กๆถูกส่งไปเรียนที่ อนุบาลกุ๊กไก่ แถวถนนพระราม 4 [เอ่อ มันมีอยู่จริงๆ ไม่ได้โม้] หัดกินข้าวถามหลุม นั่งเขี่ยผักทิ้งไม่ให้ครูเห็น ฝึกเรียนภาษาอังกฤษ คำศัพท์แรกๆที่จำได้คือคำว่า Buffalo ที่แปลว่า “ควาย” จำไว้ด่ากับเพื่อนแค่นั้น ที่เหลือเรียนไรมาจำอะไรไม่ได้เท่าไร เต้นแด่วๆ ในงานแสดงประจำปี เล่นงานกีฬาสี เอาดินป้ายหน้าเพื่อน ถุงเท้ากลับบ้านดำทุกวัน
จำได้ว่าช่วงนั้นโดยพาไปสอบเข้าประถมหลายที่มากๆ ทุกที่พอออกจากห้องสอบเสร็จก็บอกว่า ทำได้ ติดชัวร์ 100% มั่นใจ ไปสอบเป็นสิบๆที่เลยมั้ง เข้าไปออกมาก็มั่นใจโม้เหมือนเดิม ข้อสอบเป็นไงบ้าง ? โอ้ยหมูๆ กล้วยๆ ติดแน่นอน ผลปรากฎ แป้กแล้วแป้กอีก 555+ ที่สุดท้ายที่ไปสมัครสอบได้ ออกจากห้องสอบมาพูดว่า พอทำได้แหละ ไม่มั่นใจเท่าไร (พูดที่แรกเลย) อ้าวววว ติดเฉยเลย !
ประถม
เลยได้ไปต่อชั้นประถมที่ สาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายประถม) ซึ่งแน่นอนว่าเอกลักษณ์ประจำตัว (สมัยนั้น สมัยนี้ไม่รู้เป็นไง) ใครๆก็จะบอกว่าเด็กโรงเรียนนี้มันเถียงเก่งจังเลย ซึ่งมันไม่จริงสักนิด ก็แค่โรงเรียนเขาปล่อยให้เด็กถามครูไม่อั้น ไม่ได้สอนมาให้ฟังเฉยๆเป็นหุ่นยนต์ โตมาเลยอยู่กับคำถามว่า “ทำไม ทำไม ทำไม” ตลอดเวลา พอเจอผู้ใหญ่หัวอนุรักษ์สักหน่อยก็จะบอกว่า เป็นเด็กเป็นเล็ก เถียงเก่งจริงๆ (ก็คิดในใจ แต่ออกเสียงไปบ้างแบบสุภาพๆว่า กรุไม่ได้เถียง กรุแค่ถามโว้ยยยย…ครับ )
ส่วนตอนขึ้นมัธยมก็มีโควต้ามาให้เลือกว่าจะไปไหนระหว่าง สาธิต มศว ประสานมิตร (ฝ่ายมัธยม) กับ สาธิต มศว ปทุมวัน ซึ่งตอนนั้นใครๆก็เอาไปให้พ่อแม่เลือกทั้งนั้น เราก็กลับมาให้พ่อแม่เลือก โดยด่าอีกว่า ไปเลือกเอง ชีวิตมรึง เลือกผิดจะได้กลับมาด่ากุไม่ได้ 555+ อ้าวเฮ้ย ตกลงชีวิตเราต้องเลือกเองหรือนี่ นึกว่าถูกออกแบบไว้แล้วอย่างสวยงาม เนื่องจากตัวเองเป็นเด็กกิจกรรมตัวยง เลยเลือกไปที่ๆไม่เหมาะกับตัวเองซะเลย คือ โรงเรียนที่เขาว่ามีแต่เด็กเรียนเก่งซะยังงั้น
มัธยมต้น
ใช่แล้ว ผมเลือกเรียนต่อมัธยมต้นที่ สาธิต มศว ปทุมวัน เข้าไปเท่านั้นแหละ ตอนเด็กๆ ได้เกรด 4 มาตลอด พอมาปทุมวันแค่นั้นแหละ ได้ติดอับดับที่ 1-3 ไม่ตกอับดับเลย … อับดับนับจากที่โหล่ท้ายสุดอะนะ ให้ตายเถอะ อะไรมันจะโง่ได้ขนาดนี้วะ สอบตกเป็นว่าเล่น สอบซ่อมแล้วมันยังจะตกได้อีก เรียนก็ตั้งใจเรียน ไม่เห็นเข้าใจอะไรสักอย่างเลย คนอื่นมันรู้เรื่องได้ยังไงวะ ตอนหลังมารู้ว่า อ้าวคนอื่นเขาเรียนพิเศษกันแถวสยามเยอะแยะ มีเราเนี่ยไม่เรียนอะไรเลย โคตรขัดใจ คือ เรียนหนังสือในโรงเรียนแล้ว ยังต้องไปเรียนพิเศษเพิ่มอีกเหรอวะมันถึงจะสอบผ่าน ระบบการศึกษาประเทศทำไมมันช่างห่วยแตกขนาดนี้
ช่วงนั้น วิกฤตหนักเหลือเกิน จะไปเรียนพิเศษดีไหมวะ คุยกับเพื่อนเห็นเพื่อนสนิทๆกันจะไปสมัครสอบย้ายไปเรียนโรงเรียนข้างๆกันหมด เอาไงดี แบกหน้ากลับไปขอตังค์พ่อแม่เรียนพิเศษก็ได้ จะได้ย้ายไปเรียนโรงเรียนข้างๆกับเขาบ้าง ตามเพื่อนๆไป เรียนพิเศษตั้งแต่ 9 โมงเช้า เลิก ตี 2 !!! จะจำไปจนวันตาย ว่าครั้งหนึ่งในชีวิตกรุต้องเรียนหนังสือหนักขนาดนี้ เสาร์อาทิตย์ก็อ่านหนังสือทำข้อสอบอยู่บ้าน ทั้งเครียด ทั้งจะเป็นบ้า ปวดหัวคอตึงไปหาหมอต้องกินยานอนหลับอีก สรุปผ่านเวลาบ้าบอนั่นมาได้เป็นระยะเวลาเกือบๆ 2 ปี ในที่สุดก็สอบติด ย้ายโรงเรียนสำเร็จจนได้
มัธยมปลาย
มัธยมปลาย เลยได้เข้าโรงเรียน เตรียมอุดมศึกษา ได้สมใจอยาก เป็น ต.อ.รุ่น 71 สายวิทย์-บริหาร ตามที่เลือกไว้สมใจ โดยตั้งปณิธานในใจไว้แล้ว จากนี้ไปชีวิตจะไม่มีการเรียนพิเศษใดใดอีกต่อไป ชีวิตนี้จะเรียนๆเล่นๆอย่างมีความสุข กับชีวิตที่จะวางแผนกันด้วยตัวเองไม่ไปดิ้นๆในแนวทางที่สังคมเขาว่ากันว่าดีอีกแล้ว เหนื่อยชิบหายเลยยยย พอเข้าเตรียมมาได้เท่านั้นแหละ สนุกมาก มีแต่คนเก่งๆ ส่วนอาจารย์บางวิชาก็ออกข้อสอบให้ เด็กสอบตกเป็นเรื่องปกติ 90% อีก 10% ที่มันสอบผ่านก็โดนเพื่อนด่าเป็นตัวประหลาด เห็นคนสอบ เต็ม 50 ได้ 45 คะแนน นั่งร้องไห้เป็นวัน มันจะเป็นอะไรกันนักกันหนาวะ เราได้ 26 คะแนนไม่ตก กระโดดดีใจจะตายชัก แต่เอาเถอะเข้าใจแหละว่ารู้สึกยังไง แต่เราผ่านมาแล้ว เราจะไม่กลับไปจุดนั้นอีกแน่นอน 555+
นักเรียนแลกเปลี่ยน
ตอนนั้นวิชาที่อ่อนแอที่สุดคือ ภาษาอังกฤษ ว่าแล้ววิธีแก้ง่ายๆในหัวคือ ได้ งั้นก็ไปหาฝรั่งคุยละกัน เปรี้ยง! ไปเป็น นักเรียนแลกเปลี่ยนที่สหรัฐอเมริกา เฉยเลย 1 ปี ไปอยู่ฟลอริดามา ก็สนุกดีกลับมาภาษาอังกฤษสำเนียงไทยชัดแจ๋ว ฮาว อาร์ ยู แอม ฟาย แต๊งกิ้ว แอนด์ ยู ? จริงๆก็ฟังออก เขียนได้ พูดรู้เรื่องแล้วแหละ แค่สำเนียงไทยสุดๆ เพื่อนที่เมกานี่พูดสำเนียงแบบไทยชัดแจ๋วเลย 555+ พอกลับมาต่อ ม.6 ที่เตรียมอุดมเลย ย้ายสายไปเรียน วิทย์-กบฎ ซะเลย พูดง่ายๆ ก็คือคนเรียนสายวิทย์ 2 ปี แล้วไปอยู่ศิลป์-คำนวณปีสุดท้ายนั่นแหละ ช่วงนี้ก็จะเริ่มเครียดๆขึ้นมาเล็กน้อยเพราะเริ่มอ่านหนังสือเตรียมสอบเข้ามหาลัยกัน
มหาวิทยาลัย
ตอนนั่นก็นั่งถามตัวเองอยู่นะว่าอยากเป็นอะไร อยากไปเรียนเรื่องอะไร ซึ่งตอนนั้นก็คิดยังไม่ออกเป๊ะๆ ว่าอะไรรู้แต่ว่าสนใจเรื่องเงินๆทองๆ ก็ถ้าต้องทำงานหาเงินอยู่แล้ว ก็ไปเรียนเกี่ยวกับเรื่องเงินเลยก็ดีนะ เลยตัดสินใจอยากไปเรียนต่อที่ ฮ่องกง เกี่ยวกับเรื่องการเงิน ก็ตั้งใจอ่านหนังสือ สอบ SAT ให้คะแนนมันถึงเอาไปยื่นได้ ผลปรากฎว่า คะแนนมันก็ถึงเกณฑ์นะแต่ไม่ติด เค้าเอาคนคะแนนสูงกว่า 555+ สรุปสอบไม่ติดจ้าาา เลยเอาคะแนนเดียวกันนี่แหละมายื่นมหาลัยในไทยแทน สรุปสุดท้ายเลยได้มาอยู่ที่ คณะพาณิชยศาสตร์ และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แทน
ชีวิตในจุฬาฯ
พอมาอยู่จุฬาฯ ก็เหมือนหนังมันฉายซ้ำ ก็เห็นคนเก่งๆเยอะแยะ แล้วก็คนพึ่งเข้ากรุงเทพ สอบได้คะแนนน้อยบ้าง สอบตกบ้างร้องไห้กันตอนปี 1 ซึ่งเราเนี่ย เข้าห้องเรียนบ้าง ไม่เข้าบ้าง ไม่สนใจเกรดใดใดเลยทั้งสิ้น ก็วิชานี้อาจารย์สอนดี พูดรู้เรื่องก็เข้าเรียน วิชานี้พูดไม่รู้เรื่อง ไม่รู้จะเอาไปใช้ทำอะไรในอนาคตก็โดดไปทำอย่างอื่นแทน เกรดก็เน่าซะเกือบโดนรีไทร์ออกจากมหาลัยซะล่ะ ดีที่ตอนปี 3 เขามีโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยนเทอมนึงกับมหาลัยต่างประเทศ แต่ต้องเกรดถึงนะ เลยแบบ อ้าววววววเกือบปั่นเกรดขึ้นไม่ทันเวลา โชคดีรอดพอดิบพอดี เลยได้ไปล้างแค้น ไปแลกเปลี่ยนที่ Lingnan University ที่ฮ่องกง เทอมหนึ่ง นึกว่าจะได้ไปฝึกภาษาจีน ที่ไหนได้ กลับมาภาษาอังกฤษปร๋อเลยให้ตายเถอะ จนท้ายที่สุดก็ทนเรียนจนจบมหาลัยได้ครบ 4 ปีจนได้ แต่ก็ยังหัวขบถไม่ยอมไปรับปริญญา แอบหนีบินไปที่จีนไปหาซื้อของมาขายในไทยมากกว่าซะงั้น ญาติพี่น้องก็เลยงงๆว่า ตกลงมันไปเรียนจุฬาจบมาจริงๆไหมเนี่ย ใบปริญญาก็ไม่มี จะเอาอะไรไปสมัครงานที่ไหนได้
ทำไมถึงทำธุรกิจ
เนื่องจากรู้อยู่แล้วว่าชีวิตนี้ไม่น่าจะเหมาะไปเป็นลูกจ้างใครสักเท่าไรเพราะคงไปสร้างปัญหาในองค์กรเขาซะเปล่าๆ เคยไปฝึกงานที่ไหนก็มีแต่ไปสร้างปัญหา ตั้งคำถามอย่างกับเป็นเจ้าของซะเองตลอด หัวหน้า คนดูแลเดือดร้อนกันเป็นแถวๆ เลยตัดสินใจทำธุรกิจตัวเองเลยเนี่ยล่ะ ให้มันตรงประเด็น ส่วนใบปริญญานั่นก็ฝากเพื่อนไปเอามาให้จากฝ่ายทะเบียนมหาลัยอีกที 555+ ส่วนปริญญาโท ปริญญาเอกนะเหรอ อย่าได้หวัง !
ชีวิตในวัยเรียนก็จบแต่เพียงเท่านี้ ข้ามมาเรื่องชีวิตการทำงานกันต่อเลยดีกว่า ซึ่งจริงๆก็มีมาตลอดเวลาที่เรียนหนังสือนั่นแหละ
ร้านโชห่วย-ขายส่ง
เท่าที่จำความได้ เกิดมาผมก็อยู่ในตึกแถว 2 ห้องที่ชั้นด้านล่างสุดเป็นร้านค้าส่งสินค้าทั่วๆไป ตั้งแต่ ของใช้ในบ้าน อาหารสำเร็จรูป เหล้า เบียร์ บุหรี่ และสารพัดของต่างๆ ส่วนชั้นข้างบนก็กั้นไว้เป็นห้องให้คนอื่นเช้า แล้วชั้นบนสุดเป็นบ้านไว้นอน ร้านก็ตั้งอยู่ในพื้นที่ด้านหน้าของชุมชน 70 ไร่ ที่ชาวบ้านชอบเรียกกันว่าสลัมคลองเตย [กลายเป็นเด็ก”หน้า”สลัมเฉยเลย 555+] ก็ถือว่าเกิดมาในครอบครัวที่ทำมาค้าขายมาตั้งแต่เล็กเลยทีเดียว ทำให้ได้ช่วยจับเงิน นับเงิน เรียงแบงค์หลักแสน หลักล้านตั้งแต่เด็ก แต่ว่าก็โดนสอนมาตลอดว่าเงินพวกนี้ใช้ไม่ได้ เพราะเป็นเงินที่ต้องเอาไปซื้อของมาขาย เราใช้เงินได้แค่กำไรเท่านั้น ผมก็เลยหยิบเงินมากำนึงแล้วถามพ่อแม่ว่า “เงินทั้งปึกเนี้ย ใช้ได้แค่ไหน?” ปรากฎได้คำตอบว่า “ใช้ได้แค่เนี่ย” พร้อมกับเห็น แบงค์อยู่แค่ไม่กี่ใบที่ถูกหยิบออกมาจากทั้งกำมือของเรา ด้วยความที่ไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง (ตอนนั้นพึ่งเข้าประถมได้) เลยต้องพิสูจน์หน่อยว่าของที่ขายเนี่ยมันกำไรแค่เนี่ยจริงเหรอ
รายได้ รายจ่าย กำไร ขาดทุน
มาม่ากล่องนึงซื้อมาเท่าไร ขายได้เท่าไร แชมพูซองซื้อมาเป็นลัง หนึ่งลังได้กี่แผง แผงนึงมีกี่แถว ต้นทุนแผงละเท่าไร ขายได้แผงละเท่าไร แล้ววันๆนึงมีคนมาซื้อมาม่าอยู่กี่กล่อง มีคนมาซื้อแชมพูซองกี่ลังกัน ตอนนั้นก็นั่งเช็ค นั่งนับลูกค้าในหนึ่งวัน ของที่ขายได้ เงินทั้งหมดที่ได้ในวันนั้น กำไรที่เก็บได้ พอได้ตัวเลขที่รู้แล้ว เย็นนั้นก็ไปกินของโปรดที่ชอบคือ ข้าวไก่อบ S&P ตรงสุขุมวิท 26 กินเสร็จพอจ่ายเงิน เอาใบเสร็จมาดู “อ้าวเฮ้ย แค่ข้าวมื้อนี้มื้อเดียว กำไรหายหมดที่ทำมาทั้งวัน” หลังจากวันนั้นก็กินข้าวกินเปล่าไม่ค่อยจะลง ไปๆมาๆเลยกลายเป็นคนประหยัดในการใช้จ่ายเงินค่าขนมที่ได้แต่ละวัน ได้เงินค่าขนมไปโรงเรียนเก็บเรียบไม่ซื้อไม่กินไม่ใช้อะไรที่ไม่จำเป็น ยกเว้นซื้อหนังสือการ์ตูนที่ชอบ เช่น ยอดนักสืบจิ๋วโคนัน 555+
เด็กขายพวงมาลัย กับ พระ
พอรู้สึกว่าชีวิตทำไมยากจังเลย หาเงินก็ยาก ค่าใช้จ่ายก็แพง ก็เริ่มคิดว่าอยากหาเงินเองบ้าง ทุนก็ไม่มี ค่าขนมก็ได้วันละ 20 บาท ได้มาก็เก็บหมดใส่กระปุก นั่งรถไปโรงเรียนพอดีเห็นเด็กขายพวงมาลัยตาม 4 แยก วิ่งไปมาเคาะกระจกรถขายมาลัยพวงล่ะ 10 บาท ขายได้ 2 อันก็ได้เท่าค่าขนมเราแล้วนี่หว่า คิดได้แบบนั้นแล้วกลับบ้านจากโรงเรียนรีบไปบอกพ่อแม่ว่า “ป๊าม๊า EXTRA อยากเป็นเด็กขายพวงมาลัย” เท่านั้นแหละโดนเละเลยว่า ส่งไปเรียนหนังสือให้เก่งๆหางานสบายๆทำ ไม่ต้องลำบากเหมือนพ่อแม่ ถ้าอยากทำงานลำบากๆก็ออกมาทำงานเลย เดี๋ยวพ่อแม่ไปเรียนหนังสือแทน ตอนนั้นโคตรจ๋อย
แต่ไม่เป็นไรความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่เดิม ไปโรงเรียนอีกวันตอนเช้าเห็นพระเดินออกมาบิณฑบาต กับเด็กวัดเดินตามถือของให้ เกิดความเลื่อมใสศรัทธา และแรงบันดาลใจ กลับบ้านมารีบบอกพ่อแม่ “ป๊าม๊า EXTRA อยากเป็นพระ ข้าวก็ขอคนอื่นกินฟรี ลูกน้องก็มีคอยถือของให้ เงินได้ด้วยถ้าโชคดี บ้านก็ฟรี ดีสุดๆ” หลังจากนั้น ก็จำอะไรไม่ได้เลยรู้แต่ว่าโดนหนักกว่าจะเป็นเด็กขายพวงมาลัยอีก ชีวิตที่อยากหาเงินเองได้ทำไมมันยากยังงี้
สงกรานต์ กับ ธุรกิจแรกในชีวิต
หลังจากนั้นก็คิดมาตั้งแต่เด็กว่า เราต้องหาเงินเป็นของตัวเองให้ได้ เนื่องจากบ้านของคุณยายอยู่ใกล้วัด และท่าเรือมีคนเดินผ่านไปมาค่อนข้างเยอะ ที่บ้านคุณยายเลยขายข้าวร้านแกงเป็นประจำ ตอนนั้นใกล้ช่วงสงกรานต์แล้วเลยเอาเงินเก็บไปซื้อปืนฉีดน้ำมาขาย ขั้นตอนคือให้คุณน้าพาไปสัมเพ้ง (ยังอยู่ชั้นประถมตอนนั้น) ไปเลือกซื้อปืนฉีดน้ำ เอากลับมาวางขายหน้าบ้านคุณยาย
ซึ่งนับเป็นธุรกิจที่น่าตื่นเต้น เพราะว่าเราไปซื้อของมา สุดสัปดาห์ก็มาเก็บเงิน และได้กำไรทันที เพราะว่าค่าสถานที่ก็ไม่จ่าย นั่งขายเองก็ไม่ใช่ (ฝากที่บ้านยายขาย) ต้นทุนอย่างเดียวที่มีคือค่าของ แล้วก็บวกกำไรเห็นๆ ทำได้มาปีสองปีเริ่มโดนสอนว่าไม่ถูกนะ ค่าที่ก็ควรต้องจ่าย ค่าคนขายก็ต้องมี ต้องแบ่งคนอื่นที่ทำงานด้วยถึงจะถูก ไม่ใช่เอาไปคนเดียวหมด แต่พอเป็นเด็กตอนนั้นคิดแล้วหักลบทุกอย่าง เหลือกำไรนิดเดียวเหมือนไม่เหลือเลย ต้องแบ่งอีกเหรอ ไม่ไหว ก็เลยเลิกขายซะตอนนั้นเลย เอาจริงๆพอคิดกลับไปแล้วก็ไม่ไหวเลย เอาแต่ได้อย่างเดียวเลย ฮ่าๆ สุดท้ายได้เงินมาก็เอาไปกินขนมหมด
ธุรกิจ DROPSHIP
หลังจากนั้นก็พยายามหาเงินด้วยตัวเองมาเรื่อยๆ ได้บ้างเหลวบ้าง มาตลอดจนกระทั่งได้ทำอะไรที่พอจะได้เงินมากพอจะกล้าเรียกเป็นธุรกิจกับเขาบ้างก็คือการ ขายของออนไลน์ ช่วงนั้นการขายของออนไลน์ยังไม่ได้แข่งขันกันเลือดสาดแบบทุกวันนี้ การโฆษณาออนไลน์ก็ไม่ใช่ทุกคนจะทำเป็นหมด ไม่มีของแค่เดินไปหาร้านขายส่ง โพสรูปใน Marketplace เฉยๆ ยังขายได้ แล้วค่อยมาซื้ออีกที
ขาย Amazon
ตอนนั้นก็ทำแบบเดียวกันนี่ล่ะ แต่ขายที่ Amazon ซึ่งเป็นเวปขายของออนไลน์ต่างประเทศที่ค่อนใหญ่เลย มีลูกค้าส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา แล้วก็ทั่วโลก ตอนนั้นเราก็เข้าไปเอาภาพจากเวปขายของในจีนมาโพสขายต่อเนี่ยล่ะทั้งพวก Alibaba Aliexpress ตอนแรกๆก็แค่ก๊อปภาพมาโพสต่อแล้วก็ขาย พอมีออเดอร์ก็ส่งไปบอกให้ Supplier ช่วยส่งไปให้ด้วย เราก็กินกำไรเองเฉยๆจากราคาที่เราตั้งไว้เอง ไปๆมาๆหลังเริ่มแบบคุยแชทกับ Supplier คุยกับโรงงานขอดีลราคาพิเศษ ขอจำกัดรุ่นสินค้าบางอันให้เฉพาะเราขายบ้าง ทำมาได้ประมาณปีกว่าๆสุดท้ายบัญชีผู้ขายก็โดนปิด เพราะมีปัญหาเรื่องการส่งของล่าช้า เนื่องจากเราควบคุมคุณภาพเองไม่ได้ ตอนนั้นเล่นเอามึนไปหลายวันเลยทีเดียว เพราะพึ่งเรียนจบมาใหม่ๆ นึกว่าจะเอามาทำเป็นอาชีพหลักอยู่แล้วเชียวนะ
จุดเริ่มต้น บริษัทจำกัด
โชคดีที่ก่อนจะโดนปิดบัญชีผู้ขาย Amazon ได้ตัดสินใจเปิดบริษัทแรกในชีวิต เพราะอยากทำธุรกิจซื้อมาขายไปให้มันน่าเชื่อถือ ก็ทำตั้งแต่ซื้อของจากต่างประเทศเข้ามาขายในไทย ซื้อของจากในไทยไปขายต่างประเทศ ซื้อขายสินค้าผ่านการประมูล พอเปิดบริษัทแรกเสร็จแล้ว ก็ต้องทำ Marketing พอหา Agency เองไม่ถูกใจต้องจ้าง In-House ก็เลยเปิด Agency เอง พอทำเรื่องขอคืนภาษี ต้องยุ่งกับสรรพากรเยอะ สำนักงานบัญชีก็ช่วยได้ไม่เยอะ เปิดของตัวเองอีก ก็เป็นแบบนี้ประจำ
ไปๆมาๆหนักเข้า ทุกวันนี้เลยอยากทำธุรกิจอะไรเพิ่มก็เปิดบริษัททำเอาเลยซะหลายบริษัทเลย เลยว่าจะเขียนบันทึกความรู้เกี่ยวกับธุรกิจต่างๆที่ทำไว้ในเวปนี้เป็นบทความในหัวข้อต่างๆที่อยากจะเขียน จะได้กลับมาอ่านได้ เผื่อแก่ไปแล้วจะหลงๆลืมๆ 55+
สุดท้ายนี้ก็ฝากติดตามบทความอื่นๆด้วยนะครับ บรัยยยส์