688 คำ
3 นาที
AI 101 EP.18 — อาชีพไหนกระทบแค่ไหน — งาน routine vs งานใช้วิจารณญาณ
สารบัญ
ลองนึกภาพคำถามนี้ดูครับ เลิกถามว่า “อาชีพไหน” แล้วมาถามว่า “งานแบบไหน” เส้นแบ่งใหญ่ที่สุด — งาน routine vs งานใช้วิจารณญาณ 4 ระดับของงาน — ไล่จาก “โดนแตะเต็มๆ” ไป “แตะแทบไม่ได้” ชั้นที่ 1 — routine มือ (โดนมานานแล้ว ไม่ใช่ของใหม่) ชั้นที่ 2 — routine สมอง (นี่แหละที่เปลี่ยนเยอะที่สุดตอนนี้) ชั้นที่ 3 — ใช้วิจารณญาณ (AI เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่คนตัดสิน) ชั้นที่ 4 — คน ความไว้ใจ และความรับผิดชอบ (ป้อมปราการสุดท้าย) ทำไมถึงไม่ใช่ “ตำแหน่งสูง = ปลอดภัย, ตำแหน่งล่าง = อันตราย” แล้วเจ้าของกิจการควรทำยังไงกับเรื่องนี้ ข้อควรระวัง — อย่าตื่นตูม และอย่าชะล่าใจ สรุปสั้นๆ ส่งท้าย

AI 101 — ปัญญาประดิษฐ์ฉบับภาษาคน · Part 2 (เอา AI ไปใช้ในงาน/ธุรกิจ) ซีรีส์นี้ผมเขียนให้เจ้าของกิจการกับคนทำงานทั่วไปที่ไม่ใช่สาย IT อ่านสนุกๆ แต่ได้ของกลับไปใช้จริง ไม่ขู่ให้กลัว ไม่ใส่ศัพท์ยากๆ ตอนนี้เป็นเรื่องที่ผมว่าหลายคนแอบกลัวอยู่ในใจ — “อาชีพไหนกระทบแค่ไหน” งานแบบไหนที่ AI เข้ามาแตะได้เยอะ งานแบบไหนที่มันแตะได้ยาก (สารบัญเต็มของซีรีส์จะตามมาทีหลังนะครับ)

ลองนึกภาพคำถามนี้ดูครับ#

สมมติว่ามีเจ้าของกิจการคนหนึ่งนั่งกินกาแฟอยู่ตอนเช้า เปิดมือถือเจอข่าวพาดหัวประมาณว่า “AI จะแทนที่งานมนุษย์นับล้านตำแหน่ง” แล้วก็เลื่อนไปเจออีกข่าวที่บอกว่า “AI สร้างงานใหม่มหาศาล” — อ่านเสร็จแล้วก็งงครับ ตกลงมันจะมาแทนหรือมาช่วย แล้วถ้าจะมาแทน มันจะมาแทนงานไหนของร้านเราก่อน คนของเราจะตกงานไหม ตัวเราเองจะตกงานไหม

ผมเดาว่าคำถามแบบนี้วนอยู่ในหัวเจ้าของกิจการหลายคนนะครับ คือมันเป็นความกลัวที่จริงแต่คลุมเครือ ไม่รู้จะจับต้นชนปลายยังไง พอไปถามใคร บางคนก็ขู่ให้กลัวสุดๆ บางคนก็บอกไม่ต้องห่วงหรอก ฟังแล้วยิ่งงงเข้าไปอีก

ตอนนี้ผมเลยอยากชวนคุยเรื่องนี้แบบเย็นๆ ครับ ไม่ขู่ ไม่ปลอบ — แต่จะให้ หลักคิด ที่คุณเอาไปมองงานในร้านของคุณเองได้ทุกตำแหน่ง แล้วประเมินเองได้ว่าตรงไหนน่าจะโดนแตะเยอะ ตรงไหนน่าจะอยู่ได้สบายๆ

และขอบอกไว้ก่อนเลยว่า ตอนนี้ผมจะ ไม่ใส่ตัวเลขเปอร์เซ็นต์มั่วๆ แบบ “งานนี้จะหายไป 47%” ให้นะครับ เพราะตัวเลขพวกนั้นในข่าวหลายอันมันก็ขัดกันเองจนเชื่อไม่ได้ ผมจะเล่าเป็น “หลักการ” และ “แนวโน้ม” ล้วนๆ ซึ่งผมว่ามันมีประโยชน์กว่าและจริงกว่าเยอะ

เลิกถามว่า “อาชีพไหน” แล้วมาถามว่า “งานแบบไหน”#

อันนี้คือจุดที่ผมอยากให้พลิกความคิดก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ

เวลาคนพูดเรื่อง AI แย่งงาน เขาชอบพูดเป็น ชื่ออาชีพ เช่น “AI จะแทนนักบัญชี” “AI จะแทนคนเขียนคอนเทนต์” “AI จะแทนพนักงานคอลเซ็นเตอร์” ฟังแล้วน่ากลัวดี แต่ผมว่ามันมองผิดจุดครับ

เพราะความจริงคือ AI มันไม่ได้แทน “อาชีพ” แต่มันแทน “งานบางชิ้น” ในอาชีพนั้น

ขออธิบายแบบนี้ครับ อาชีพหนึ่งๆ มันไม่ได้มีงานชิ้นเดียว มันคือ “กระจุกของงานหลายชิ้น” รวมกัน ลองนึกถึงนักบัญชีคนหนึ่ง วันๆ เขาทำอะไรบ้าง — คีย์ใบเสร็จเข้าระบบ กระทบยอด ทำรายงานประจำเดือน คุยกับสรรพากร ให้คำแนะนำเจ้าของว่าควรวางแผนภาษียังไง เตือนเจ้าของว่าเดือนนี้กระแสเงินสดเริ่มน่าห่วงแล้วนะ

เห็นไหมครับว่างานพวกนี้มัน ไม่เหมือนกันเลย บางชิ้นมันซ้ำซากตายตัว (คีย์ใบเสร็จ) บางชิ้นมันต้องใช้หัวคิดและความสัมพันธ์ (เตือนเจ้าของเรื่องเงินสด คุยให้สรรพากรเข้าใจ)

ทีนี้พอ AI เข้ามา มันไม่ได้กิน “นักบัญชี” ทั้งคนหรอกครับ มันค่อยๆ กิน งานชิ้นที่ซ้ำซากตายตัว ก่อน เช่น การคีย์ การกระทบยอดง่ายๆ ส่วนงานที่ต้องใช้วิจารณญาณกับความสัมพันธ์ มันยังแตะได้ยาก

💡 มุมเจ้าของกิจการ: ลองหยิบกระดาษมาแผ่นนึงครับ เขียนชื่อตำแหน่งในร้านที่คุณห่วงที่สุด แล้วแตกออกมาว่าตำแหน่งนั้นทำงานอะไรบ้างในหนึ่งวัน เป็นข้อๆ พอแตกออกมาแล้วคุณจะเห็นเองเลยว่า งานบางข้อ AI แตะได้ง่ายมาก แต่บางข้อมันแตะไม่ได้เลย — และนั่นแหละคือคำตอบที่แท้จริง ไม่ใช่ “ตำแหน่งนี้จะหายไหม” แต่เป็น “งานชิ้นไหนในตำแหน่งนี้จะเปลี่ยนไป”

พอคิดแบบนี้ได้ ความกลัวมันจะเปลี่ยนรูปทันทีครับ จากความกลัวลอยๆ ว่า “คนจะตกงาน” กลายเป็นคำถามที่จับต้องได้ว่า “งานชิ้นไหนควรโยนให้ AI ช่วย แล้วคนของเราจะได้ไปทำงานชิ้นที่มีค่ากว่า”

เส้นแบ่งใหญ่ที่สุด — งาน routine vs งานใช้วิจารณญาณ#

เอาล่ะ ทีนี้มาถึงหัวใจของทั้งเรื่องแล้วครับ ถ้าให้ผมเลือกเส้นแบ่งเดียวที่สำคัญที่สุดในการมองว่างานชิ้นไหนจะโดน AI แตะมากหรือน้อย เส้นนั้นคือ —

งานชิ้นนั้นมัน “คาดเดาได้และทำซ้ำเหมือนเดิม” (routine) หรือมันต้อง “ใช้วิจารณญาณ ตีความ ตัดสินใจกับเรื่องที่ไม่ตายตัว”

คำว่า routine (อ่านว่า รู-ทีน แปลแบบบ้านๆ คือ “งานประจำที่ทำซ้ำแบบเดิม”) คือคีย์เวิร์ดสำคัญครับ งานยิ่ง routine มากเท่าไหร่ — คือยิ่งมีขั้นตอนตายตัว ทำเหมือนเดิมทุกครั้ง ผลลัพธ์คาดเดาได้ — AI กับระบบอัตโนมัติยิ่งเข้ามาแตะได้ง่าย

ในทางกลับกัน งานที่ต้องใช้ วิจารณญาณ (คือการชั่งใจ ตัดสินใจกับเรื่องที่ไม่มีคำตอบสำเร็จรูป) งานที่ต้องอ่านอารมณ์คน สร้างความไว้ใจ รับผิดชอบผลที่ตามมา — พวกนี้ AI ยังแตะได้ยากมากครับ

📚 ถ้ายังไม่แน่ใจว่า “งานที่ทำตามกฎเป๊ะ” กับ “งานที่ต้องคิดเอง” มันต่างกันยังไง ผมเคยเล่าละเอียดไว้แล้วในตอน AI กับ Automation ต่างกันยังไง — ตอนนี้เราจะต่อยอดจากตรงนั้นมาดูที่ “งานของคน” กันครับ

แต่ผมไม่อยากให้มองเป็น “โดน” กับ “ไม่โดน” แบบขาวดำนะครับ เพราะความจริงงานส่วนใหญ่มันอยู่ตรงกลาง คือมันมีทั้งส่วนที่ routine และส่วนที่ต้องคิดปนกัน ผมเลยอยากแบ่งให้ละเอียดขึ้นเป็น 4 ระดับ จะได้เห็นภาพชัดว่าแต่ละแบบ AI แตะได้แค่ไหน

4 ระดับของงาน — ไล่จาก “โดนแตะเต็มๆ” ไป “แตะแทบไม่ได้”#

ผมขอแบ่งงานออกเป็น 4 ชั้นแบบนี้ครับ (อันนี้เป็นกรอบที่ผมจัดเองเพื่อให้เล่าง่าย ไม่ใช่ทฤษฎีอะไรที่ต้องท่องจำนะ) ไล่จากงานที่ AI แตะได้ง่ายสุดไปยากสุด

ระดับลักษณะงานAI/ระบบแตะได้แค่ไหนตัวอย่างงาน (สมมติ)
1. routine มือทำซ้ำ มีขั้นตอนตายตัว ใช้แรง/มือทำแตะเต็มๆ (ระบบอัตโนมัติกินไปนานแล้ว)คีย์ข้อมูลซ้ำๆ, จัดเรียงเอกสารตามกฎ, คัดของตามเกณฑ์ชัดๆ
2. routine สมองทำซ้ำ แต่ใช้ความรู้/การคำนวณ คาดเดาได้แตะได้เยอะ (AI รุ่นใหม่เก่งขึ้นมาก)ร่างข้อความตอบลูกค้าแบบมาตรฐาน, สรุปเอกสารยาวๆ, แปลภาษาเบื้องต้น, ทำดราฟต์แรกของรายงาน
3. ใช้วิจารณญาณต้องตีความ ชั่งใจ ตัดสินใจกับเรื่องไม่ตายตัวแตะได้บางส่วน (เป็นผู้ช่วย ไม่ใช่คนตัดสิน)วางกลยุทธ์ราคา, ตัดสินใจจ้างคน, แก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เคยเจอ
4. คน + ความไว้ใจ + รับผิดชอบต้องสร้างความสัมพันธ์ อ่านอารมณ์ รับผิดชอบผลแตะได้น้อยมากปลอบลูกค้าที่โกรธจัดให้กลับมาเชื่อใจ, เจรจาดีลใหญ่, นำทีม, ตัดสินใจที่ต้องรับผิดชอบเอง

ผมขออธิบายแต่ละชั้นเพิ่มอีกนิดนะครับ เพราะมันมีรายละเอียดที่เปลี่ยนไปจากเมื่อก่อนพอสมควร

ชั้นที่ 1 — routine มือ (โดนมานานแล้ว ไม่ใช่ของใหม่)#

ชั้นนี้คืองานที่ทำซ้ำตายตัวและใช้แรงหรือมือทำ พวกนี้จริงๆ มันโดนระบบอัตโนมัติกินไปตั้งนานแล้วครับ ตั้งแต่ก่อนยุค AI ฮิตด้วยซ้ำ เพราะมันแค่ต้องการ “กฎตายตัว” ไม่ได้ต้องการความฉลาดอะไร

ลองนึกง่ายๆ ครับ งานคีย์ตัวเลขจากกระดาษเข้าคอม งานจัดเรียงเอกสารตามวันที่ งานที่บอกได้เป็นกฎเป๊ะว่า “ถ้าเจออันนี้ ให้ทำอย่างนี้” — งานพวกนี้คือเป้าหมายแรกของระบบอัตโนมัติเสมอ ไม่ต้องรอ AI หรอก

ชั้นที่ 2 — routine สมอง (นี่แหละที่เปลี่ยนเยอะที่สุดตอนนี้)#

ชั้นนี้คือชั้นที่ผมอยากให้สนใจมากที่สุดครับ เพราะมันคือจุดที่ AI ยุคใหม่เข้ามาเขย่าแรงที่สุด

เมื่อก่อนเราคิดว่างานที่ “ต้องใช้สมอง ต้องใช้ความรู้” จะปลอดภัยจากเครื่องจักร เพราะเครื่องมันโง่ ทำได้แค่งานมือซ้ำๆ แต่พอ AI รุ่นใหม่ที่เข้าใจภาษาคนได้เข้ามา ปรากฏว่างานสมองที่ “ทำซ้ำและคาดเดาได้” ก็โดนแตะด้วยเหมือนกัน

ยกตัวอย่างให้เห็นภาพ (สมมตินะครับ) เช่น งานร่างข้อความตอบลูกค้าที่ถามคำถามซ้ำๆ เดิมๆ งานสรุปเอกสารยาวสิบหน้าให้เหลือสามบรรทัด งานแปลข้อความเบื้องต้น งานทำดราฟต์แรกของจดหมายหรือรายงาน — งานพวกนี้แม้จะ “ใช้สมอง” แต่มันก็ยัง routine อยู่ คือมีรูปแบบที่คาดเดาได้ ทำซ้ำได้ AI เลยช่วยได้เยอะมาก

แต่ขอเน้นคำว่า “ดราฟต์แรก” ไว้ตรงนี้นะครับ เพราะมันสำคัญมาก — AI เก่งเรื่องทำของชิ้นแรกออกมาให้เร็ว แต่ของชิ้นแรกที่มันทำ มันยัง ต้องมีคนตรวจและขัดเกลา เสมอ (จำเรื่องอาการ “หลอน” ที่ AI มั่วได้หน้าตาเฉยที่ผมเคยเล่าได้ไหมครับ) ฉะนั้นชั้นนี้ AI ไม่ได้ “แทนคน” ตรงๆ แต่มัน “เปลี่ยนหน้าที่ของคน” จากคนที่นั่งทำเองทั้งหมด → กลายเป็นคนที่คุมงานและตรวจงานที่ AI ร่างมา

ชั้นที่ 3 — ใช้วิจารณญาณ (AI เป็นที่ปรึกษา ไม่ใช่คนตัดสิน)#

ชั้นนี้คืองานที่ต้องชั่งใจตัดสินใจกับเรื่องที่ไม่มีสูตรสำเร็จ เช่น จะตั้งราคาสินค้าใหม่เท่าไหร่ จะรับคนคนนี้เข้าทำงานไหม จะแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ไม่เคยเจอมาก่อนยังไง

งานพวกนี้ AI เข้ามาช่วย คิด ได้ครับ มันช่วยรวบรวมข้อมูล ช่วยลิสต์ข้อดีข้อเสีย ช่วยจำลองสถานการณ์ให้ดู เหมือนมีที่ปรึกษาเก่งๆ นั่งข้างๆ คอยป้อนมุมมอง — แต่ คนตัดสินใจสุดท้ายยังต้องเป็นคน เพราะการตัดสินใจพวกนี้มันพันกับบริบทเฉพาะ พันกับความรับผิดชอบ และพันกับเรื่องที่ AI ไม่มีทางรู้ (เช่น คุณรู้จักนิสัยลูกน้องคนนี้มาห้าปี AI ไม่รู้)

ชั้นที่ 4 — คน ความไว้ใจ และความรับผิดชอบ (ป้อมปราการสุดท้าย)#

ชั้นบนสุดนี้คืองานที่ผมว่า AI แตะได้ยากที่สุด และน่าจะยากไปอีกนาน — คืองานที่หัวใจของมันคือ “คนกับคน”

ลองนึกถึงสถานการณ์สมมติแบบนี้ครับ ลูกค้ารายใหญ่โทรมาด่าเสียงดังเพราะของส่งช้าจนเขาเสียงานสำคัญ — งานตรงนี้ไม่ใช่แค่ “ตอบให้ถูก” แต่คือการทำให้คนที่กำลังโกรธจัดรู้สึกว่ามีคนเข้าใจเขาจริงๆ แล้วค่อยๆ ดึงความเชื่อใจกลับมา อันนี้มันต้องใช้ความเป็นมนุษย์ที่ AI เลียนแบบได้ไม่เนียนพอ

หรืองานแบบเจรจาดีลใหญ่ที่ต้องอ่านเกมคู่เจรจา งานนำทีมที่ต้องสร้างขวัญกำลังใจ งานที่ต้องเอาชื่อตัวเองและความรับผิดชอบไปค้ำการตัดสินใจ — พวกนี้มัน “เป็นเรื่องของคน” เกินกว่าที่เครื่องจะมาแทนได้ในเร็ววันครับ

ทำไมถึงไม่ใช่ “ตำแหน่งสูง = ปลอดภัย, ตำแหน่งล่าง = อันตราย”#

อันนี้เป็นความเข้าใจผิดที่ผมอยากแก้ครับ หลายคนเหมาว่างานเงินเดือนสูงๆ ใช้ความรู้เยอะๆ จะปลอดภัยกว่า ส่วนงานเงินเดือนน้อยจะโดนก่อน — ความจริงมันไม่ตรงแบบนั้นเสมอไปครับ

เพราะเส้นแบ่งจริงๆ ไม่ใช่ “สูง/ต่ำ” แต่คือ “routine แค่ไหน” ต่างหาก

ลองคิดตามนะครับ งานเงินเดือนสูงบางงานก็เต็มไปด้วยส่วนที่ routine (เช่น งานวิเคราะห์เอกสารแบบเดิมๆ ซ้ำๆ) ขณะที่งานเงินเดือนไม่สูงบางงานกลับเต็มไปด้วยส่วนที่ AI แตะยากมาก เช่น งานที่ต้องใช้มือและการปรับตัวกับสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน หรืองานที่ต้องดูแลคนแบบตัวต่อตัว

ผมขอยกตัวอย่างสมมติเทียบให้เห็นภาพ (ย้ำว่าแต่งขึ้นเองเพื่ออธิบายหลักการนะครับ):

งาน (สมมติ)ดูเผินๆแต่จริงๆ แล้ว
งานที่นั่งวิเคราะห์ข้อมูลแบบเดิมๆ ซ้ำทุกสัปดาห์ ออฟฟิศแอร์เย็นๆดูไฮโซ น่าจะปลอดภัยroutine สูง → AI แตะได้เยอะกว่าที่คิด
งานช่างที่ต้องเข้าไปซ่อมของในที่แคบๆ มืดๆ ที่หน้างานไม่เหมือนกันสักครั้งดูธรรมดา น่าจะโดนแทนง่ายต้องปรับตัวกับของจริงตลอด → AI/หุ่นยนต์แตะยากมาก
งานดูแลคนแบบประกบตัวต่อตัวที่ต้องอ่านอารมณ์และสัมผัสจริงดูเป็นงานพื้นฐานหัวใจคือความเป็นมนุษย์ → แตะแทบไม่ได้

เห็นไหมครับว่ามันพลิกความคาดหมายไปเยอะ บางงานที่เราคิดว่า “ไฮโซน่าจะรอด” กลับเสี่ยงกว่า เพราะเนื้องานมัน routine ส่วนบางงานที่เราเหมาว่า “พื้นฐานน่าจะโดนก่อน” กลับปลอดภัยกว่า เพราะมันต้องใช้มือ ใช้การปรับตัว หรือใช้ใจคนที่เครื่องลอกไม่ได้

💡 มุมเจ้าของกิจการ: ตอนคุณวางแผนว่าจะเอา AI เข้ามาช่วยตรงไหนในร้าน อย่าดูที่ “ตำแหน่งไหนเงินเดือนแพง” แล้วคิดว่าจะตัดตรงนั้นได้เยอะ ให้ดูที่ “งานชิ้นไหน routine ที่สุด” ต่างหาก เพราะงาน routine คือจุดที่ AI ให้ผลตอบแทนคุ้มที่สุดและเสี่ยงน้อยที่สุด ส่วนงานที่ต้องใช้วิจารณญาณหรือดูแลคน — อย่าเพิ่งรีบเอา AI ไปแทน เก็บคนเก่งไว้ทำตรงนั้นดีกว่า

แล้วเจ้าของกิจการควรทำยังไงกับเรื่องนี้#

มาถึงส่วนที่นำไปใช้ได้จริงครับ พอเข้าใจหลักแล้ว ผมว่าเจ้าของกิจการอย่างเราควรมองเรื่องนี้เป็น 3 จังหวะ

หนึ่ง — มองงานในร้านเป็นชิ้นๆ ไม่ใช่เป็นตำแหน่ง

กลับไปที่หลักตอนต้นเลยครับ เลิกถามว่า “ตำแหน่งไหนจะถูกแทน” แล้วมาแตกงานออกเป็นชิ้นๆ ว่าชิ้นไหน routine ชิ้นไหนต้องใช้คน พอทำแบบนี้คุณจะเห็นโอกาสจริงๆ ว่า AI ควรเข้ามาช่วยตรงไหน ไม่ใช่มาแทนใคร แต่มาปลดล็อกให้คนของคุณไปทำงานที่มีค่ากว่า

สอง — เอา AI ไปแตะงาน routine ก่อน แล้วเลื่อนคนขึ้นไปทำงานที่ AI แตะไม่ได้

นี่คือมุมที่ผมว่าสวยที่สุดครับ แทนที่จะคิดว่า “ลดคน” ให้คิดว่า “ยกระดับงานของคน” งานคีย์ๆ สรุปๆ ร่างๆ ที่กินเวลาพนักงานวันละหลายชั่วโมง โยนให้ AI ช่วยทำดราฟต์ แล้วให้คนของคุณขยับไปทำงานที่ต้องใช้วิจารณญาณ ดูแลลูกค้า คิดกลยุทธ์ — งานที่สร้างมูลค่าให้ร้านมากกว่า และเป็นงานที่ AI แทนไม่ได้

สาม — ลงทุนกับ “ทักษะที่ AI แตะยาก” ของทีม

ในระยะยาว ทักษะที่จะมีค่าขึ้นเรื่อยๆ คือทักษะในชั้นที่ 3 และ 4 ครับ — การตัดสินใจ การดูแลความสัมพันธ์ การคุมงานและตรวจงานที่ AI ทำ การสื่อสารกับคน ถ้าคุณช่วยทีมพัฒนาทักษะพวกนี้ พวกเขาจะยิ่งมีค่าขึ้นในโลกที่ AI ทำงาน routine แทนได้หมด ไม่ใช่แข่งกับ AI แต่ทำในสิ่งที่ AI ทำไม่ได้

ข้อควรระวัง — อย่าตื่นตูม และอย่าชะล่าใจ#

ก่อนจบ ผมอยากเตือนสองด้านพร้อมกันครับ เพราะเรื่องนี้คนชอบเอียงไปสุดทางใดทางหนึ่ง

ด้านที่หนึ่ง อย่าตื่นตูมเกินไป — ข่าวที่บอกว่า AI จะกวาดงานหายวับเป็นล้านๆ ภายในไม่กี่ปีนั้น ส่วนใหญ่เกินจริงครับ เพราะอย่างที่เล่าไปทั้งเรื่อง AI มันแตะ “งานชิ้น” ไม่ได้แตะ “คนทั้งคน” และงานจำนวนมากก็มีส่วนที่ AI แตะยากปนอยู่เสมอ การเปลี่ยนแปลงจริงมักค่อยเป็นค่อยไปกว่าที่พาดหัวข่าวทำให้รู้สึก

ด้านที่สอง แต่ก็อย่าชะล่าใจ — ในทางกลับกัน คนที่บอกว่า “ไม่ต้องห่วงหรอก งานฉันใช้สมอง AI แทนไม่ได้” ก็ประมาทเกินไปเหมือนกันครับ เพราะอย่างที่เห็นในชั้นที่ 2 งานสมองที่ routine ก็โดนแตะได้ การปรับตัวเรียนรู้ที่จะ “ทำงานร่วมกับ AI” จึงสำคัญมาก คนที่ใช้ AI เป็นจะได้เปรียบคนที่ไม่ยอมแตะมันเลย

สรุปคือ ความจริงมันอยู่ตรงกลางครับ ไม่ใช่หายนะ แต่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นั่งเฉยๆ ได้ — มันคือการเปลี่ยนแปลงที่เราต้องค่อยๆ ปรับตัวตามให้ทัน

สรุปสั้นๆ ส่งท้าย#

ถ้าให้ผมย่อทั้งเรื่องนี้เหลือไม่กี่บรรทัดเอาไว้จำง่ายๆ คือแบบนี้ครับ —

  • เลิกถามว่า “อาชีพไหนจะโดน” → ถามว่า “งานชิ้นไหนจะโดน” เพราะ AI แทนงานเป็นชิ้น ไม่ใช่แทนคนทั้งคน
  • เส้นแบ่งคือ “routine แค่ไหน” ยิ่ง routine (ทำซ้ำ คาดเดาได้) ยิ่งโดนแตะเยอะ ยิ่งต้องใช้วิจารณญาณ/ดูแลคน ยิ่งแตะยาก
  • งานสมองที่ routine ก็โดนได้ อย่าคิดว่าใช้ความรู้แล้วจะรอดเสมอ — แต่ AI ทำได้แค่ “ดราฟต์แรก” คนยังต้องคุมและตรวจ
  • ไม่ใช่สูงปลอดภัย ต่ำอันตราย แต่อยู่ที่เนื้องาน routine มากน้อย บางงานที่ดูธรรมดากลับแตะยากเพราะต้องใช้มือ/ใช้ใจคน
  • เจ้าของกิจการ: เอา AI ไปแตะงาน routine ก่อน แล้วเลื่อนคนไปทำงานที่ AI แตะไม่ได้ — ยกระดับ ไม่ใช่แค่ลดคน

ผมไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอนาคตของงานอะไรหรอกนะครับ เป็นแค่เจ้าของกิจการคนนึงที่ต้องนั่งคิดเรื่องนี้เหมือนกันว่าจะวางทีมยังไงให้อยู่รอดในยุคนี้ แล้วก็อยากเล่าหลักคิดที่ผมใช้มองให้เพื่อนๆ ฟังแบบภาษาคน ตรงไหนผมมองคลาดเคลื่อน ทักท้วงกันเข้ามาได้เลยครับ ยินดีมากๆ

ตอนหน้าของซีรีส์ Part 2 นี้ ผมว่าจะลงลึกต่ออีกหน่อย — พอเรารู้แล้วว่างานไหนควรให้ AI ช่วย คำถามถัดมาที่เจ้าของกิจการต้องเจอคือ “แล้วจะเริ่มยังไงไม่ให้พลาด” จะเอา AI เข้ามาในร้านทั้งทีต้องระวังอะไรบ้าง ไว้มาคุยกันต่อตอนหน้าครับ