สารบัญ
📚 EP นี้เป็นตอนที่ 3 ของ mini-series Project Management 101 — สารบัญรวม อยู่ที่นี่
ผมจะออกตัวก่อนเลย — ถ้าคุณทำงานคนเดียว หรือทีม 3 คน ไม่ต้องเสียเวลาเรียน Scrum ครับ
PM framework ที่ดังๆ — Scrum, Kanban, SAFe — ทุกอันเกิดมาแก้ปัญหาของ ทีมขนาดกลางขึ้นไป ไม่ใช่ของ freelancer คนเดียว
ตอนนี้ผมจะเล่าว่า ก่อน framework เราทำงานยังไง — ตั้งแต่ระดับ 1 คน ขึ้นไปจนถึง 5 คน
Stage 1: ทำงานคนเดียว (freelancer / solo founder)
ตอน 1 คน ปัญหาของคุณไม่ใช่ “ใครทำอะไร” — เพราะคำตอบคือ “ฉัน” ทุกข้อ
ปัญหาจริงๆ มี 3 อย่าง:
- ลืม — มีงานต้องทำเยอะ จำไม่หมด
- โฟกัส — งานเยอะ ไม่รู้จะเริ่มไหนก่อน
- ส่งมอบทันเวลา — ลูกค้ารอ deadline
เครื่องมือที่ใช้:
| เครื่องมือ | ใช้ทำอะไร |
|---|---|
| Todo list (paper / Notion / Apple Reminders) | ที่บันทึกทุกงาน — กันลืม |
| Calendar block | จองเวลาทำงานในปฏิทินตัวเอง — กัน distraction |
| Weekly review (15-30 นาทีทุกอาทิตย์) | ดูว่าอาทิตย์นี้ commit อะไรไว้ ส่งมอบได้แค่ไหน |
Personal Kanban (Trello / Notion / paper) ใช้ได้ดีมาก — 3 column:
- To Do (จะทำ)
- Doing (กำลังทำ — limit 1-2 อย่าง)
- Done (เสร็จแล้ว)
กฎสำคัญที่สุด: WIP limit — Work In Progress ห้ามเกิน 1-2 อย่างพร้อมกัน
ทำไม? เพราะมนุษย์ multitask ไม่ได้จริง — เราแค่ context-switch เร็วๆ ทุกครั้งที่ switch เสีย mental energy ระดับ 15-20 นาทีกู้ focus
สิ่งที่ไม่ต้องทำตอน 1 คน:
- ❌ ตั้ง sprint planning meeting (ประชุมคนเดียว 555+)
- ❌ Daily standup (เถียงกับตัวเองรึ?)
- ❌ Retrospective formal
- ❌ Burndown chart
- ❌ User story format (“As a user, I want… so that…”)
ใช้พลังงานไป ทำงาน ดีกว่า process
Stage 2: ทำงาน 2 คน (you + co-founder / partner)
เพิ่มอีก 1 คน — ปัญหาเริ่มเปลี่ยน:
- ใครทำอะไร — ก่อนเป็นปัญหา (ทั้งคู่ทำได้ทุกอย่าง — ทับซ้อน)
- ใครตัดสินอะไร — เริ่มเถียงกัน
- อัพเดทสถานะให้ถึงกัน — รู้ว่าอีกคนทำอะไรอยู่
เครื่องมือที่ใช้:
Shared Kanban (Trello / Notion / GitHub Projects)
ทุกคนเห็นเหมือนกัน — รู้ว่าอีกคนถืองานอะไรอยู่
Weekly sync (1 ชั่วโมงทุกอาทิตย์)
มาเล่าให้กันฟัง:
- อาทิตย์ที่แล้วทำอะไรเสร็จ
- อาทิตย์นี้จะทำอะไร
- ติดอะไรอยู่
Decision log
อันนี้สำคัญมากตอน 2 คน — บันทึกการตัดสินใจ ที่คุยแล้วเห็นพ้องไว้
- “ตัดสินใจวันนี้: จะใช้ Stripe ไม่ใช้ 2C2P เพราะ X”
- “ตัดสินใจวันนี้: ราคาขายเริ่มที่ 999”
ทำไมต้องบันทึก? เพราะ 3 เดือนผ่านไป ทั้งคู่จะลืม ว่าตัดสินใจอะไรไว้ + ทำไมตัดสินใจแบบนั้น แล้วจะมาเถียงกันใหม่ด้วยข้อมูลเก่า
RACI (เริ่มมีประโยชน์)
ตอน 2 คน อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าเริ่มมีงาน category ใหญ่ๆ ลองทำตารางว่า:
- ใคร Responsible (ลงมือทำ)
- ใคร Accountable (รับผิดชอบ outcome)
- ใคร Consulted (ปรึกษาก่อนทำ)
- ใคร Informed (แจ้งหลังทำ)
กฎ: Accountable มีได้ 1 คนต่อเรื่อง — กันเรื่อง “ฉันคิดว่าเธอทำอยู่ เธอคิดว่าฉันทำอยู่”
Stage 3: ทำงาน 3-5 คน (founding team)
ที่ 3-5 คน เริ่มเข้าใกล้ “ต้องมี process จริงจัง” แต่ยังไม่ใช่ Scrum
ปัญหาใหม่ที่เกิด:
- Communication explode — 2 คน = 1 channel, 5 คน = 10 channels
- Coordination overhead — ใครรอใครอยู่
- Specialization — เริ่มมีคนถนัดเฉพาะ — design, dev, business
เครื่องมือที่ยังพอใช้ได้:
Lightweight Scrum-ish
- Daily standup (ถ้าทำงานคนละที่) — 10-15 นาที
- เมื่อวานทำอะไร
- วันนี้จะทำอะไร
- ติดอะไร / ต้องการความช่วยเหลือ
- Weekly planning (30-60 นาที) — กำหนดงานของอาทิตย์
- Bi-weekly retro (30 นาที) — ทบทวน — อะไรดี อะไรต้องปรับ
ภาษาแบบ Scrum เริ่มเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่เต็มรูปแบบ — ไม่ต้องมี Scrum Master, ไม่ต้องมี backlog refinement formal
Shared roadmap (4-12 อาทิตย์ออกไป)
- Quarter นี้จะทำ feature อะไร
- Milestone กี่ตัว
- ใครรับผิดชอบ
แต่ระวัง — อย่าวางแผน 6 เดือนล่วงหน้า ที่ stage นี้ ตลาดเปลี่ยนเร็วเกินไป
OKR เริ่มได้ผล
OKR = Objectives + Key Results
- Objective = เป้าหมาย (qualitative, motivating)
- Key Results = ตัวชี้วัดที่บอกว่าบรรลุ (3-5 อันต่อ objective, measurable)
ตัวอย่าง:
- Objective: ทำให้ product ใช้งานง่ายขึ้น
- KR1: Onboarding completion rate จาก 40% → 70%
- KR2: First-time-user errors ลดลง 50%
- KR3: NPS จาก 20 → 40
ทำ OKR ระดับบริษัท + ระดับบุคคล (หรือทีม) — รีวิวทุกไตรมาส
ทำไมยังไม่ต้อง Scrum เต็มรูปแบบ?
Scrum overhead ที่ทีม 3-5 คนยังไม่จำเป็น:
- Scrum Master — ตำแหน่งคน facilitator — ทีม 5 คนมี Scrum Master 1 คน = ใช้คน 20% ไป facilitate
- Product Owner formal — ใน startup ผู้ก่อตั้งคือ PO โดยปริยาย
- Backlog refinement — refinement งานที่ยังไม่ทำ = บางทีงานนั้นไม่ได้ทำเลยเพราะ priority เปลี่ยน
- Sprint commitment ตายตัว — ใน startup ตลาด pivot ได้ทุก 2 อาทิตย์ — sprint commitment สวนทาง
ใช้ Scrum-ish (เอาไอเดียมาบางส่วน) ดีกว่า Scrum เต็มรูปแบบ ที่ stage นี้
สัญญาณว่าทีมพร้อมไป Scrum / Kanban เต็มรูปแบบ
เมื่อไหร่ควรย้าย? เมื่อเริ่มเห็น signal เหล่านี้:
- ✅ ทีมโต > 5-7 คน
- ✅ Communication overhead เริ่มหนัก — มี miscommunication รายอาทิตย์
- ✅ มีคนภายนอก (ลูกค้า, vendor, sister team) ที่ต้องการรู้สถานะ
- ✅ Roadmap ต้องสื่อสารออกนอกทีม
- ✅ มี dependencies ข้ามทีม
ถ้ายังไม่มี signal เหล่านี้ — ใช้เครื่องมือ lightweight ต่อ อย่ารีบไป Scrum
ตัวอย่างจริง — ทีม 3 คน ของ Basecamp ตอนเริ่ม
Basecamp (เคยชื่อ 37signals) ตอนเริ่มมี 3 คน — Jason Fried + David Heinemeier Hansson + อีก 1 คน
ใช้อะไร?
- Email สำหรับสื่อสารยาว
- Chat (ที่หลังกลายเป็น product Basecamp) สำหรับเร็ว
- 6-week cycles — ทำงาน 6 อาทิตย์ + 2 อาทิตย์ “cool-down”
- ไม่มี daily standup
- ไม่มี Scrum Master
- ไม่มี backlog refinement
ทุกวันนี้ Basecamp มี ~50 คน — ยังไม่ใช้ Scrum เต็มรูปแบบ ใช้ “Shape Up” methodology ที่พัฒนาขึ้นเอง (อ่านได้ฟรีที่ shapeup.com)
Lesson: บริษัทที่ดีไม่ได้ใช้ framework เพราะแฟชั่น — ใช้สิ่งที่เหมาะกับตัวเอง
สรุป EP นี้
- 1 คน: Todo list + WIP limit + weekly review พอ
- 2 คน: Shared kanban + weekly sync + decision log
- 3-5 คน: Lightweight Scrum-ish (standup + planning + retro) + OKR
- ยังไม่ต้อง Scrum เต็ม จนทีม > 5-7 คน
- เครื่องมือต้องเล็กกว่าทีม ไม่ใหญ่กว่า
EP ต่อไปจะวาดภาพ “ใครเป็นใคร” ในโปรเจคใหญ่ — Sponsor, PM, PMO, Product Owner, Scrum Master, BA, Tech Lead — เพราะ EP ถัดๆ ไป จะอ้างถึง role พวกนี้บ่อย