585 คำ
3 นาที
Project Management 101 EP.03 — 1 คน + 2-5 คน: ก่อนต้องการ framework
สารบัญ

📚 EP นี้เป็นตอนที่ 3 ของ mini-series Project Management 101 — สารบัญรวม อยู่ที่นี่

ผมจะออกตัวก่อนเลย — ถ้าคุณทำงานคนเดียว หรือทีม 3 คน ไม่ต้องเสียเวลาเรียน Scrum ครับ

PM framework ที่ดังๆ — Scrum, Kanban, SAFe — ทุกอันเกิดมาแก้ปัญหาของ ทีมขนาดกลางขึ้นไป ไม่ใช่ของ freelancer คนเดียว

ตอนนี้ผมจะเล่าว่า ก่อน framework เราทำงานยังไง — ตั้งแต่ระดับ 1 คน ขึ้นไปจนถึง 5 คน


Stage 1: ทำงานคนเดียว (freelancer / solo founder)#

ตอน 1 คน ปัญหาของคุณไม่ใช่ “ใครทำอะไร” — เพราะคำตอบคือ “ฉัน” ทุกข้อ

ปัญหาจริงๆ มี 3 อย่าง:

  1. ลืม — มีงานต้องทำเยอะ จำไม่หมด
  2. โฟกัส — งานเยอะ ไม่รู้จะเริ่มไหนก่อน
  3. ส่งมอบทันเวลา — ลูกค้ารอ deadline

เครื่องมือที่ใช้:

เครื่องมือใช้ทำอะไร
Todo list (paper / Notion / Apple Reminders)ที่บันทึกทุกงาน — กันลืม
Calendar blockจองเวลาทำงานในปฏิทินตัวเอง — กัน distraction
Weekly review (15-30 นาทีทุกอาทิตย์)ดูว่าอาทิตย์นี้ commit อะไรไว้ ส่งมอบได้แค่ไหน

Personal Kanban (Trello / Notion / paper) ใช้ได้ดีมาก — 3 column:

  • To Do (จะทำ)
  • Doing (กำลังทำ — limit 1-2 อย่าง)
  • Done (เสร็จแล้ว)

กฎสำคัญที่สุด: WIP limit — Work In Progress ห้ามเกิน 1-2 อย่างพร้อมกัน

ทำไม? เพราะมนุษย์ multitask ไม่ได้จริง — เราแค่ context-switch เร็วๆ ทุกครั้งที่ switch เสีย mental energy ระดับ 15-20 นาทีกู้ focus

สิ่งที่ไม่ต้องทำตอน 1 คน:

  • ❌ ตั้ง sprint planning meeting (ประชุมคนเดียว 555+)
  • ❌ Daily standup (เถียงกับตัวเองรึ?)
  • ❌ Retrospective formal
  • ❌ Burndown chart
  • ❌ User story format (“As a user, I want… so that…”)

ใช้พลังงานไป ทำงาน ดีกว่า process


Stage 2: ทำงาน 2 คน (you + co-founder / partner)#

เพิ่มอีก 1 คน — ปัญหาเริ่มเปลี่ยน:

  1. ใครทำอะไร — ก่อนเป็นปัญหา (ทั้งคู่ทำได้ทุกอย่าง — ทับซ้อน)
  2. ใครตัดสินอะไร — เริ่มเถียงกัน
  3. อัพเดทสถานะให้ถึงกัน — รู้ว่าอีกคนทำอะไรอยู่

เครื่องมือที่ใช้:

Shared Kanban (Trello / Notion / GitHub Projects)#

ทุกคนเห็นเหมือนกัน — รู้ว่าอีกคนถืองานอะไรอยู่

Weekly sync (1 ชั่วโมงทุกอาทิตย์)#

มาเล่าให้กันฟัง:

  • อาทิตย์ที่แล้วทำอะไรเสร็จ
  • อาทิตย์นี้จะทำอะไร
  • ติดอะไรอยู่

Decision log#

อันนี้สำคัญมากตอน 2 คน — บันทึกการตัดสินใจ ที่คุยแล้วเห็นพ้องไว้

  • “ตัดสินใจวันนี้: จะใช้ Stripe ไม่ใช้ 2C2P เพราะ X”
  • “ตัดสินใจวันนี้: ราคาขายเริ่มที่ 999”

ทำไมต้องบันทึก? เพราะ 3 เดือนผ่านไป ทั้งคู่จะลืม ว่าตัดสินใจอะไรไว้ + ทำไมตัดสินใจแบบนั้น แล้วจะมาเถียงกันใหม่ด้วยข้อมูลเก่า

RACI (เริ่มมีประโยชน์)#

ตอน 2 คน อาจยังไม่จำเป็น แต่ถ้าเริ่มมีงาน category ใหญ่ๆ ลองทำตารางว่า:

  • ใคร Responsible (ลงมือทำ)
  • ใคร Accountable (รับผิดชอบ outcome)
  • ใคร Consulted (ปรึกษาก่อนทำ)
  • ใคร Informed (แจ้งหลังทำ)

กฎ: Accountable มีได้ 1 คนต่อเรื่อง — กันเรื่อง “ฉันคิดว่าเธอทำอยู่ เธอคิดว่าฉันทำอยู่”


Stage 3: ทำงาน 3-5 คน (founding team)#

ที่ 3-5 คน เริ่มเข้าใกล้ “ต้องมี process จริงจัง” แต่ยังไม่ใช่ Scrum

ปัญหาใหม่ที่เกิด:

  1. Communication explode — 2 คน = 1 channel, 5 คน = 10 channels
  2. Coordination overhead — ใครรอใครอยู่
  3. Specialization — เริ่มมีคนถนัดเฉพาะ — design, dev, business

เครื่องมือที่ยังพอใช้ได้:

Lightweight Scrum-ish#

  • Daily standup (ถ้าทำงานคนละที่) — 10-15 นาที
    • เมื่อวานทำอะไร
    • วันนี้จะทำอะไร
    • ติดอะไร / ต้องการความช่วยเหลือ
  • Weekly planning (30-60 นาที) — กำหนดงานของอาทิตย์
  • Bi-weekly retro (30 นาที) — ทบทวน — อะไรดี อะไรต้องปรับ

ภาษาแบบ Scrum เริ่มเข้ามาบ้าง แต่ไม่ใช่เต็มรูปแบบ — ไม่ต้องมี Scrum Master, ไม่ต้องมี backlog refinement formal

Shared roadmap (4-12 อาทิตย์ออกไป)#

  • Quarter นี้จะทำ feature อะไร
  • Milestone กี่ตัว
  • ใครรับผิดชอบ

แต่ระวัง — อย่าวางแผน 6 เดือนล่วงหน้า ที่ stage นี้ ตลาดเปลี่ยนเร็วเกินไป

OKR เริ่มได้ผล#

OKR = Objectives + Key Results

  • Objective = เป้าหมาย (qualitative, motivating)
  • Key Results = ตัวชี้วัดที่บอกว่าบรรลุ (3-5 อันต่อ objective, measurable)

ตัวอย่าง:

  • Objective: ทำให้ product ใช้งานง่ายขึ้น
  • KR1: Onboarding completion rate จาก 40% → 70%
  • KR2: First-time-user errors ลดลง 50%
  • KR3: NPS จาก 20 → 40

ทำ OKR ระดับบริษัท + ระดับบุคคล (หรือทีม) — รีวิวทุกไตรมาส


ทำไมยังไม่ต้อง Scrum เต็มรูปแบบ?#

Scrum overhead ที่ทีม 3-5 คนยังไม่จำเป็น:

  • Scrum Master — ตำแหน่งคน facilitator — ทีม 5 คนมี Scrum Master 1 คน = ใช้คน 20% ไป facilitate
  • Product Owner formal — ใน startup ผู้ก่อตั้งคือ PO โดยปริยาย
  • Backlog refinement — refinement งานที่ยังไม่ทำ = บางทีงานนั้นไม่ได้ทำเลยเพราะ priority เปลี่ยน
  • Sprint commitment ตายตัว — ใน startup ตลาด pivot ได้ทุก 2 อาทิตย์ — sprint commitment สวนทาง

ใช้ Scrum-ish (เอาไอเดียมาบางส่วน) ดีกว่า Scrum เต็มรูปแบบ ที่ stage นี้


สัญญาณว่าทีมพร้อมไป Scrum / Kanban เต็มรูปแบบ#

เมื่อไหร่ควรย้าย? เมื่อเริ่มเห็น signal เหล่านี้:

  • ✅ ทีมโต > 5-7 คน
  • ✅ Communication overhead เริ่มหนัก — มี miscommunication รายอาทิตย์
  • ✅ มีคนภายนอก (ลูกค้า, vendor, sister team) ที่ต้องการรู้สถานะ
  • ✅ Roadmap ต้องสื่อสารออกนอกทีม
  • ✅ มี dependencies ข้ามทีม

ถ้ายังไม่มี signal เหล่านี้ — ใช้เครื่องมือ lightweight ต่อ อย่ารีบไป Scrum


ตัวอย่างจริง — ทีม 3 คน ของ Basecamp ตอนเริ่ม#

Basecamp (เคยชื่อ 37signals) ตอนเริ่มมี 3 คน — Jason Fried + David Heinemeier Hansson + อีก 1 คน

ใช้อะไร?

  • Email สำหรับสื่อสารยาว
  • Chat (ที่หลังกลายเป็น product Basecamp) สำหรับเร็ว
  • 6-week cycles — ทำงาน 6 อาทิตย์ + 2 อาทิตย์ “cool-down”
  • ไม่มี daily standup
  • ไม่มี Scrum Master
  • ไม่มี backlog refinement

ทุกวันนี้ Basecamp มี ~50 คน — ยังไม่ใช้ Scrum เต็มรูปแบบ ใช้ “Shape Up” methodology ที่พัฒนาขึ้นเอง (อ่านได้ฟรีที่ shapeup.com)

Lesson: บริษัทที่ดีไม่ได้ใช้ framework เพราะแฟชั่น — ใช้สิ่งที่เหมาะกับตัวเอง


สรุป EP นี้#

  • 1 คน: Todo list + WIP limit + weekly review พอ
  • 2 คน: Shared kanban + weekly sync + decision log
  • 3-5 คน: Lightweight Scrum-ish (standup + planning + retro) + OKR
  • ยังไม่ต้อง Scrum เต็ม จนทีม > 5-7 คน
  • เครื่องมือต้องเล็กกว่าทีม ไม่ใหญ่กว่า

EP ต่อไปจะวาดภาพ “ใครเป็นใคร” ในโปรเจคใหญ่ — Sponsor, PM, PMO, Product Owner, Scrum Master, BA, Tech Lead — เพราะ EP ถัดๆ ไป จะอ้างถึง role พวกนี้บ่อย