สารบัญ
ทุกบทความในซีรีส์นี้มาจากการที่ผมคุยกับ AI แล้วค้นข้อมูลเพิ่มเติม ผมเป็นคนกำหนดทิศทาง ให้ AI ช่วยสรุป วิเคราะห์ และเรียบเรียงออกมาเป็นบทความครับ
ตอนที่แล้ว คนเดียวสวมกี่หมวก เราได้แผนที่ 28 เรื่อง
ตอนนี้เริ่มเติมจิ๊กซอว์ชิ้นแรกครับ
เราอยู่ตรงไหนของแผนที่

ขั้นที่ 1 จาก 5 คือ Requirements
ชิ้นจิ๊กซอว์ของตอนนี้คือเรื่องที่ 1 กับ 2 บนแผนที่ หาว่ามีใครอยากได้ (ตลาดและลูกค้า) กับทิศทางของสินค้าและเสียงลูกค้า อยู่ในวงบริษัท
ทำไมชิ้นนี้สำคัญ
เพราะทุกชิ้นหลังจากนี้ ทั้ง design, code, test, deploy ล้วนเชื่อว่าชิ้นนี้ถูก
ถ้าโจทย์ผิด ต่อให้สร้างออกมาดีแค่ไหนก็ยังเสียของ
บริษัทใหญ่มีคนดูแลชิ้นนี้โดยเฉพาะ เช่น PM กับ UX researcher
ต้นมีแค่ตัวเอง
ยุค agent เปลี่ยนอะไร
เมื่อก่อนการสร้างช้าและแพง คนเลยถูกบังคับให้คิดก่อน
ตอนนี้ agent สร้างให้ได้ในคืนเดียว ตัวเบรกตัวนั้นหายไป
lauren เล่าถึงวงทำงานของเธอว่า ไมล์แรก คือ “figuring out what work you should even be doing at all”
@DavidOndrej1 พูดตรงกว่านั้น
“current AI models can build anything / but it’s up to YOU to know what to build / if you suck at Product, no agent will save you”
มีคนตอบในเธรดหนึ่งไว้ แบบนี้ (โพสต์เล็กๆ ผมยกมาเป็นภาพประกอบ)
“Claude will happily generate a flawless app nobody wants”
คืนเดียวได้แอป แต่ไม่มีใครใช้
ต้นแปะแผนที่เสร็จ คืนนั้นสั่ง agent ทำแอปจองคิว
ก่อนเที่ยงคืนได้ prototype ที่ใช้ได้จริง
ส่งให้เพื่อนห้าคน มีคนเปิดสองคน ไม่มีใครกลับมาใช้ซ้ำเลย (ตัวอย่าง)
ต้นไม่ได้เขียน code พลาด
ต้นไม่เคยถามใครเลยว่าเขาจองคิวกันยังไงอยู่ตอนนี้
agent ตอบได้ว่าสร้างยังไง แต่ตอบไม่ได้ว่าควรสร้างอะไร

ใครเป็นคนตัดสินว่าจะสร้างอะไร
ทีมใหญ่เรียกคนนี้ว่า Product Owner
บริษัทคนเดียว Product Owner คือต้น
agent ช่วยค้น ช่วยสรุป ช่วยร่างได้ แต่คนที่บอกว่า “ทำอันนี้ ไม่ทำอันนั้น” ต้องเป็นคน
ไม่ใช่เพราะ agent คิดไม่เป็น แต่เพราะต้นเป็นคนรับผลเมื่อเลือกผิด
คุยกับคนจริงแบบไหนถึงได้ของ?
เรื่องนี้เป็นแนวที่ใช้กันทั่วไปในงาน user research ไม่ได้มีสูตรลับ
- ถามเรื่องที่เคยเกิดขึ้นจริง ไม่ถามว่า “ถ้ามีแอปนี้จะใช้มั้ย”
- ถามว่า “ครั้งล่าสุดที่เจอปัญหานี้ ทำยังไง”
- อย่าขายไอเดียระหว่างคุย พอขาย เขาจะตอบให้เราสบายใจ
- ฟังว่าตอนนี้เขาแก้ขัดกันยังไง กระดาษ LINE กลุ่ม หรือ Excel ถ้าวิธีแก้ขัดมีอยู่แล้ว แปลว่าปัญหามีจริง
- เริ่มที่ห้าคนก่อน (ตัวอย่าง) พอให้เห็นว่าคำตอบเริ่มซ้ำ
ต้นลองกับร้านตัดผมสามร้าน (ตัวอย่าง)
ร้านไม่ได้อยากได้แอป ร้านอยากให้ลูกค้าไม่หายไปเฉยๆ ตอนที่จองไว้
โจทย์เปลี่ยนตั้งแต่ยังไม่ได้เขียน code สักบรรทัด
ให้ agent อ่านแทน แต่อย่าให้คิดแทน
agent อ่านเร็วกว่าคนมาก ตรงนี้คือจุดที่ควรใช้มัน
@Kaizen_SEO เล่าว่า ก่อนสร้างอะไรเขาไล่อ่าน Reddit, App Store reviews ของคู่แข่งสามเจ้า และ X search แล้วใช้ Claude Code รวมทั้งหมด “into one file I can read in ten minutes”
ประโยคที่ผมชอบคือ “read the repeated complaints, not the feature requests”
@ivanzamesin ทำ skill ที่ตอบไอเดียแอปเตือนรดน้ำต้นไม้ว่า ""Plant owners” is NOT a segment.” แล้วชี้ไปที่ร้านอาหารที่มีต้นไม้ 40 ต้นแทน
@EXM7777 เล่าว่า เขาให้ workflow ทำ “perfect ICP profiles with their exact language” จาก Reddit, YouTube และ TikTok ทุกคืน
@DanKornas แนะนำ repo ชื่อ Startup Idea Validation Agent ที่ให้ agent ช่วยกดดันไอเดียก่อนเขียน code
ข้อควรระวังคือ agent สรุปสิ่งที่ “ดัง” บนอินเทอร์เน็ต
ลูกค้าของต้นอาจไม่เคยโพสต์อะไรเลย เจ้าของร้านตัดผมไม่ได้บ่นใน Reddit
agent บอกได้ว่าควรไปถามอะไร แต่ไม่ได้ไปนั่งคุยแทนต้น

prototype ถูกๆ กับประตูหลอก
คุยแล้วยังไม่พอ คำพูดกับการกระทำไม่เหมือนกัน
ทางที่ถูกที่สุดคือ fake door ทำหน้าเว็บหน้าเดียวพร้อมปุ่ม “จองคิว” แต่ยังไม่มีระบบอยู่ข้างหลัง
ต้นส่งลิงก์ไปให้ลูกค้าร้าน 20 คน กดปุ่มจริง 3 คน (ตัวอย่าง)
ตัวเลขน้อย แต่เป็นตัวเลขจากการกระทำ ไม่ใช่คำชม
lauren เองก็ คิดผ่าน code เธอเขียนว่า “i like to do my planning/brainstorming through code sketches as prototypes first rather than a detailed upfront spec”
ใน The Complete Guide to pstack Pt. 2 เธอเขียนว่า “abstract plans only give you the illusion of progress”
prototype ตรงนี้ไม่ใช่ของที่จะเอาไปขาย มันมีไว้ถามคำถามเดียว คือมีใครกดมั้ย
ยังเถียงกันอยู่
lauren เล่าว่าทีมเธอ ไม่มี planning session ยาวๆ และ “open a PR not a PRD”
อีกฝั่งคือ @sol_wright7 ที่ เล่าว่า พอ agent เก่ง เขารีบกระโดดไป spec กับ build “just because I could” แล้วพบว่า “Doesn’t mean I should though” สุดท้ายกลับไปทำ discovery และ user research ก่อนเหมือนเดิม
ผมว่าสองคนนี้ไม่ได้ขัดกันขนาดนั้น
ทีมของ lauren รู้แล้วว่าลูกค้าคือใคร ต้นยังไม่รู้
ถ้ารู้แล้วว่าสร้างให้ใคร PR ถูกกว่า PRD
ถ้ายังไม่รู้ ต้องถามก่อน
มาตรฐานพูดว่าอะไร?
ใน ISO/IEC 29110 Basic profile งานหลักแบ่งเป็นสอง process คือ Project Management กับ Software Implementation ตามที่เล่าไว้ตอนที่แล้ว
ผมยังไม่ได้อ่านรายละเอียดทีละ activity เองครบ เลยไม่ขอเล่าเกินกว่านี้ ใครอยากอ่านต่อ guide ฉบับนี้ เปิดอ่านฟรี
ฝั่งบริษัทใหญ่ 12207 มี process แยกไว้ในกลุ่ม Technical สำหรับวิเคราะห์ธุรกิจหรือภารกิจ (6.4.1) และกำหนดความต้องการของ stakeholder (6.4.2)
DORA ก็นับ user-centric focus เป็น capability หนึ่ง นิยามว่าคือ “the extent to which teams understand user needs, prioritize user experience, and leverage feedback to continuously reprioritize their work”
ทั้งสามแหล่งพูดเรื่องเดียวกัน ฟังลูกค้าก่อนสร้าง
ต้นไม่ต้องทำเอกสารหนาแบบบริษัทใหญ่ แต่ควรมีสักหน้า
เอกสารความต้องการหน้าเดียว

ของต้นมีหกช่อง
- ใครเจอปัญหา (segment ให้แคบที่สุด)
- ตอนนี้เขาแก้ขัดยังไง
- ทำไมวิธีเดิมไม่พอ
- สิ่งที่จะลองสร้าง เขียนเป็นประโยคเดียว
- วัดยังไงว่าใช่ เช่น กดจองจริงกี่คนจากกี่คน
- สิ่งที่ยังไม่ทำรอบนี้
หน้านี้ใช้คุยกับคนได้ และใช้เป็น context ให้ agent ได้ด้วย
พอถึงตอนสร้าง agent จะรู้ว่าทำให้ใคร ไม่ใช่เดาเอาเอง
จิ๊กซอว์ชิ้นที่เติมแล้ว
ชิ้น Requirements เติมแล้ว เรื่องที่ 1 กับ 2 บนแผนที่ ต้นรู้ว่าจะสร้างให้ใคร และมีเอกสารหน้าเดียวไว้ยึด
ชิ้นถัดไปบนแถบ 5 ขั้นคือ Design
สิ่งที่ผมได้จากตอนนี้
ลองทำเอง
เลือกไอเดียที่คุณอยากทำ ให้ agent ไล่อ่านรีวิวหรือกระทู้ที่คนบ่นเรื่องนี้ แล้วสรุปข้อร้องเรียนที่ซ้ำกัน เทียบกับไอเดียของคุณ จากนั้นไปคุยกับคนจริงอย่างน้อยหนึ่งคน
ผมลองแล้ว: __ นาที ฿__ agent เจอ __ ข้อร้องเรียน ตรงกับไอเดียผม __ ข้อ ที่เซอร์ไพรส์คือ __ คุยกับ __ คน
เก็บศัพท์
| คำ | ความหมายสั้นๆ |
|---|---|
| requirement | สิ่งที่ software ต้องทำได้ เพื่อแก้ปัญหาของคนที่ใช้ |
| discovery | ช่วงหาว่าปัญหาจริงคืออะไร ก่อนตัดสินใจสร้าง |
| Product Owner | คนตัดสินว่าจะสร้างอะไร และอะไรยังไม่สร้าง |
| segment | กลุ่มลูกค้าที่เจอปัญหาแบบเดียวกัน |
| ICP | ภาพลูกค้าในอุดมคติ ที่น่าจะจ่ายเงินมากที่สุด |
| fake door | ปุ่มหรือหน้าที่ยังไม่มีระบบอยู่ข้างหลัง ไว้วัดว่ามีคนกดจริงมั้ย |
| stakeholder | ทุกคนที่ได้รับผลจาก software ไม่ใช่แค่คนใช้ |
| ISO/IEC 29110 | ชุดมาตรฐานสำหรับองค์กรเล็กมาก ไม่เกิน 25 คน |
จดบันทึก
สร้างได้ ไม่ได้แปลว่าควรสร้าง
ถ้าต้นเริ่มใหม่ เขาจะทำเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกไหม?
ทำครับ เอกสารหน้าเดียวกับคุยกับคนจริงห้าคน ใช้เวลาราวหนึ่งสัปดาห์ ฿0 (ตัวอย่าง)
ตอนต่อไป
เพื่อนสามคนบอกว่าอยากได้ระบบจองคิวร้านตัดผม (ตัวอย่าง)
ต้นถาม X ว่าควรใช้ stack อะไร ได้สิบคำตอบ
ต้นให้ agent สองตัวลองทำช่องเลือกวันที่ ได้ออกมาสองแบบที่ไม่เหมือนกันเลย
ถึงเวลาออกแบบก่อน agent ทำ
คำถามที่พบบ่อย
ต้องคุยกับกี่คนถึงจะพอ?
ไม่มีตัวเลขตายตัวครับ เริ่มที่ห้าคน (ตัวอย่าง) แล้วดูว่าคำตอบเริ่มซ้ำหรือยัง ถ้ายังไม่ซ้ำ ให้คุยต่อ
ให้ agent คุยกับลูกค้าแทนได้มั้ย?
ให้ agent อ่าน สรุป และร่างคำถามได้ แต่การคุยกับคนจริงยังต้องเป็นต้น เพราะคำตอบที่ได้จากการคุยเองมักไม่มีอยู่ในอินเทอร์เน็ต
ถ้าสร้างไว้ใช้เองคนเดียว ต้องทำขั้นนี้มั้ย?
ทำแบบสั้นครับ เขียนหน้าเดียวถามตัวเองว่าตอนนี้แก้ขัดยังไง ถ้าวิธีเดิมพอแล้ว อาจไม่ต้องสร้างเลย
คนบน X บอกไม่ตรงกัน เชื่อใคร?
ดูว่าเขาอยู่ในสถานการณ์ไหน ทีมที่รู้จักลูกค้าแล้วข้ามเอกสารได้ คนที่ยังไม่รู้จักลูกค้าข้ามไม่ได้
ต้องทำตาม 29110 ทุกข้อไหม?
ไม่ต้องครับ ผมใช้เป็น checklist ว่าบริษัทเล็กควรคิดเรื่องอะไรบ้าง