939 คำ
5 นาที
เมื่อผมอยากทำซอฟต์แวร์ใช้เอง ภาค 2 ตอนที่ 1: คนเดียวสวมกี่หมวก
สารบัญ

ทุกบทความในซีรีส์นี้มาจากการที่ผมคุยกับ AI แล้วค้นข้อมูลเพิ่มเติม ผมเป็นคนกำหนดทิศทาง ให้ AI ช่วยสรุป วิเคราะห์ และเรียบเรียงออกมาเป็นบทความครับ

ตอนที่แล้ว ADLC จบด้วยคำถามของมิว

“ถ้าเหลือคนเดียว จะตั้งวงนี้เองได้ยังไง”

ภาค 1 เราเล่าประวัติกันมาเยอะแล้ว ตั้งแต่ภาค 1 ตอนที่ 1 จนถึงยุค agent

ภาค 2 ผมจะลงมือเองครับ

ภาค 2 มี 13 ตอน เดินตามเรื่องของต้น ไม่ได้เรียงตามหมวด

เพื่อให้เล่าง่าย ผมจะเล่าผ่าน “ต้น” คนสมมติในปี 2026 ที่อยากทำ software ขายเองคนเดียว ต้นไม่มีอยู่จริง แต่ปัญหาของต้นมีอยู่จริงทุกข้อ

ต้นกับรายการเครื่องมือหน้าเดียว#

วันแรก ต้นเขียนรายการมาให้ผมดู หน้าเดียวจบ

  • editor
  • agent
  • repo
  • hosting

(ตัวอย่าง) แค่นี้ก็ build ได้แล้ว จริงด้วย

ผมเลยถามกลับไปสามข้อ

ตีสองมีลูกค้าส่งอีเมลมาว่าจ่ายเงินแล้วใช้ไม่ได้ ใครตอบ

เว็บล่มตอนต้นหลับ ใครรู้ก่อน

บิลค่า agent เด้งมาเดือนนี้ ใครจ่าย ใครเห็นก่อนว่ามันพุ่ง

ต้นเงียบไปพักนึง 555+

การเป็นบริษัทคนเดียว ไม่ได้มีแค่ส่วนประกอบของการ build

HELL Factory กับ Michelin Kitchen#

ก่อนวาดแผนที่ ผมขอแนะนำคนนึงที่ผมจะยกคำพูดบ่อยในภาค 2

poteto คือใคร

lauren (@poteto) ใน bio เขียนว่า “grok @bot at @SpaceXSI. react compiler core team, prev cursor, meta, netflix”

เธอเล่าว่า “i have been regularly oncall at netflix, meta, and for grok bot over the last 10 years” (ที่มา)

เคยโพสต์ว่ามี Projects รันขนานกันอยู่ “16 right now” (ที่มา) และมี talk ชื่อ “here’s how i shipped 2,500 PRs last month to production” (ที่มา)

ทำไมควรฟังเธอ

เธอเคยแบก on-call ของระบบใหญ่จริง และตอนนี้ใช้ agent ทำงานจริงในปริมาณมาก เลยเห็นทั้งฝั่ง build และฝั่ง run

เปิดเผยไว้ก่อน เธอทำงานกับ Grok Bot เครื่องมือหลายตัวที่เธอพูดถึงเป็นของที่เธอทำเอง ภาค 2 เราหยิบหลักคิด ไม่ได้หยิบยี่ห้อครับ

คำที่คนในวงการชอบใช้ตอนนี้คือ software factory

lauren ไม่ชอบคำนี้ ใน talk ของเธอพูดว่า

“I’m not a fan of the term software factory. I like the analogy of a Michelin kitchen better… we’re not mass producing a product on an assembly line” (talk นาที 00:57)

ในโพสต์ “volume does matter” เธอก็เขียนว่า “this idea of a software factory, or a Michelin kitchen as i like to call it” (ที่มา)

Michelin Kitchen เป็นคำของ lauren

ส่วนอีกขั้วนึง ผมตั้งชื่อเองในซีรีส์นี้ว่า HELL Factory

คือโรงงานที่ agent ผลิตของออกมาเยอะมาก แต่ไม่มีด่านตรวจ ไม่มีใครดู และไม่มีเพดานค่าใช้จ่าย

ของออกเร็ว พังเร็ว บิลก็มาเร็ว 555+

ทำไมต้องแยกสองคำนี้ให้ชัด

เพราะ lauren เองก็บอกว่าปริมาณสำคัญ แต่มีเงื่อนไข

“if you haven’t put in the work to trust your agent’s output, it is very difficult to scale up your productivity” (ที่มา)

ปริมาณเท่ากัน ต่างกันที่ว่าเชื่อใจของที่ออกมาได้หรือไม่

ข่าวดีคือเธอบอกว่าไม่ต้องลงทุนโครงสร้างใหญ่โต

“You don’t really have to invest in a lot of infrastructure to build a software factory” (talk นาที 33:32)

เหมาะกับคนเดียวแบบต้นพอดี

บริษัทคนเดียวต้องดูแลกี่เรื่อง?#

ผมกับต้นนั่งไล่ว่าบริษัท software หนึ่งบริษัทต้องมีอะไรบ้าง ไล่ไปไล่มาได้ 28 เรื่อง

ลองมองบริษัทคนเดียวเป็นจิ๊กซอว์ 28 ชิ้น แต่ละตอนต่อจากนี้จะเติมทีละชิ้น และบอกทุกครั้งว่าชิ้นนั้นอยู่ตรงไหนของภาพ

จัดเป็นสามวง

เส้น 5 ขั้น Requirements Design Build Test Deploy/Run ใต้แต่ละขั้นมีเลขตอนของภาค 2 แต่งสีตามสามช่วง และมีลูกศรวนกลับที่ตอน 11 ถึง 12

วง build เรื่องของการสร้างของ

#เรื่องตอน
3ออกแบบ เลือก stack และ spec3
4agent ที่ใช้ และรันกี่ตัว4 (จำนวนตัวไปต่อตอน 10)
5บริบทและกฎของบ้าน4
6ดูแล codebase8
7จัดการ repo8
8dependency และ supply chain8
9เครื่อง บัญชี และตัวตน5
10secret และสิทธิ์5
11ช่องรับงานและวางแผน6
12ทำงานร่วมกันและส่งต่องาน6
13review และอนุมัติ6
14ด่านตรวจและ CI7

วง run เรื่องของการทำให้ระบบอยู่รอด

#เรื่องตอน
15ปล่อยของขึ้น production7
16ข้อมูลและการแก้ database7
17มองเห็นระบบ9
18ระบบล่มและรับมือเหตุ9
19backup และกู้คืน9
20บันทึกว่า agent ทำอะไรไปบ้าง10
21ค่าใช้จ่ายและเพดานเงิน10
22ความปลอดภัย รวมถึงของ agent10 (พื้นฐานเริ่มตอน 5)

วงบริษัท เรื่องที่ไม่ใช่ code เลย แต่ไม่มีไม่ได้

#เรื่องตอน
1หาว่ามีใครอยากได้ (ตลาดและลูกค้า)2
2ทิศทางของสินค้าและเสียงลูกค้า2
23support11
24รับเงิน billing และภาษี11
25growth11
26กฎหมายและ compliance11
27วงเรียนรู้และตัวเลขที่ต้องดู12
28ตัวเจ้าของเอง12

28 เรื่อง 13 ตอน (ตอน 13 รวบทั้ง 28 เรื่องอีกรอบ ว่าเรื่องไหนต้องตั้งตั้งแต่วันแรก)

รายการเครื่องมือหน้าเดียวของต้น แตะแค่บางเรื่องในวง build

build เป็นแค่วงเดียวในสามวง

5 ขั้นแบบคลาสสิก อยู่ตรงไหนบนแผนที่#

คนที่เคยเรียน SDLC มาคงถามว่า แล้ว 5 ขั้นที่คุ้นกันหายไปไหน

ขั้นอยู่ในตอน
Requirements2 (และช่องรับงานตอน 6)
Design3
Build4, 5, 8
Test7
Deploy และ Run7, 9, 10

แล้วเสียงจากลูกค้าในตอน 11 และ 12 ก็วนกลับไปที่ Requirements อีกรอบ

5 ขั้นไม่ได้หาย มันวิ่งผ่านสามวง

ทุกตอนจะเปิดด้วยแถบ 5 ขั้นนี้ แล้วไฮไลต์ขั้นที่กำลังพูดถึง

สามช่วงของเรื่อง#

  • ก่อนมีลูกค้า ตอน 2 ถึง 5
  • เมื่อมีลูกค้าจริง ตอน 6 ถึง 9
  • เมื่อบริษัทโต ตอน 10 ถึง 12
  • ตอน 13 บริษัทที่ 2 เริ่มจากปลายทาง

ทำไมไม่เล่าไล่ตามหมวด เพราะของจริงแต่ละเรื่องจะโผล่มาตอนที่ต้นเริ่มรู้สึกว่าขาดมันนั่นแหละครับ

มาตรฐานที่ผมจะใช้ในภาค 2

ตัวหลักคือ ISO/IEC 29110 ชุดมาตรฐานสำหรับ “very small entities” ที่ ISO นิยามว่ามีคน “up to 25 people” ต้นคนเดียวเข้าเกณฑ์สบายๆ

ฉบับที่ผมใช้คือ Basic profile (29110-5-1-2:2025) เป็น profile ที่สองจากสี่ระดับ Entry, Basic, Intermediate และ Advanced มีแค่สอง process คือ Project Management กับ Software Implementation และเปิดอ่านฟรีได้ที่ IEC webstore (ราคา CHF 0)

ตัวเทียบคือ ISO/IEC/IEEE 12207 มาตรฐานวงจร software แบบเต็มของบริษัทใหญ่ แบ่ง process เป็นสี่กลุ่ม Agreement, Organizational project-enabling, Technical management และ Technical ผมใช้แค่ดูว่าบริษัทใหญ่ทำครบแค่ไหน

สองตัวนี้เกี่ยวกัน ในฉบับ 2025 ของ 29110 เขียนไว้ว่าถ้าทีมไหนปรับ 12207 ให้เข้ากับงานตัวเองเป็นอยู่แล้ว “are encouraged to use those standards instead”

ส่วนเรื่อง AI agent ผมยังหาไม่เจอว่ามาตรฐานสองตัวนี้พูดถึงไว้ตรงไหน การจับคู่กับ agent ในภาค 2 จึงเป็นการตีความของผมเองครับ

วงที่ lauren ใช้ทุกวัน#

ถ้าแผนที่ดูน่ากลัว ลองดูว่าคนที่ทำจริงต่อวงเล็กๆ ยังไง

lauren เล่าวงที่เธอใช้ทุกวันไว้แบบนี้ (ที่มา)

  1. watch this slack channel for feedback about our app
  2. create a ticket for this in Linear
  3. create a Cursor cloud agent to triage and reproduce the issue on its own computer, using pstack
  4. if the issue clearly reproduces, put up a fix and fuzz the pull request with a small swarm of agents
  5. if the fuzz has no issues, ping me on Slack, and rebase and auto-merge the PR after 1 hour unless i request changes

วงห้าขั้น รับ feedback สร้าง ticket ให้ agent ลองทำซ้ำ แก้และทดสอบหนัก แจ้งคนแล้วรอหนึ่งชั่วโมงก่อน merge

ห้าบรรทัดนี้วิ่งผ่านหลายเรื่องบนแผนที่ในทีเดียว

ข้อ 1 คือเสียงลูกค้า (เรื่องที่ 2) ข้อ 2 คือช่องรับงาน (เรื่องที่ 11) ข้อ 3 และ 4 คือ agent กับด่านตรวจ (เรื่องที่ 4 และ 14) ข้อ 5 คือการอนุมัติ (เรื่องที่ 13)

สังเกตข้อ 5 นะครับ คนยังอยู่ในวง แค่เปลี่ยนจากคนลงมือ เป็นคนที่มีสิทธิ์บอกว่า “หยุด”

แผนกของบริษัทใหญ่ ใครทำแทน?#

บริษัทใหญ่มีแผนกละหลายคน ต้นมีคนเดียว

แต่งานของแต่ละแผนกไม่ได้หายไปไหน แค่ต้องมีคนรับ

แนวคิดนี้ไม่ใหม่ Team Topologies เรียกทีมที่ดูแลของตั้งแต่ต้นจนจบว่า stream-aligned team และบอกว่าเป็นทีมแบบ “You Built It, You Run It”

ต้นคือ stream-aligned team ที่มีสมาชิกคนเดียว 555+

ตารางแผนกของบริษัทใหญ่ จับคู่กับผู้รับงานสี่แบบ ต้นเอง agent SaaS และตัดทิ้ง

ผมกับต้นลองจับคู่ดู (ตัวอย่าง ของแต่ละคนจะต่างกัน)

แผนกในบริษัทใหญ่ใครทำแทนที่บ้านต้นตอน
UX research และหาความต้องการลูกค้าต้นเอง + agent ไล่อ่านรีวิว2
Product design และ UXต้นเอง + agent ทำ prototype3
จัดลำดับงาน triageLinear + bot6
ทีม engineercloud agent4
Platform และ DevExtemplate repo + AGENTS.md + skill4
Staff engineer สถาปัตยกรรมต้นเอง + ADR + AGENTS.md3
QAagent + CI7
คนอนุมัติ changeagent review + ต้นดูเฉพาะงานเสี่ยงสูง6
Release engineerSaaS ของ host7
DBAmanaged database7
SRE และ on-callSaaS ดู error และ uptime + ต้นถือ pager9
Security และ IAMกฎที่ต้นตั้ง + vault5 และ 10
ตรวจ agent และ auditlog ของ agent + ต้นนั่งอ่านเดือนละครั้ง10
FinOpsเพดานค่าใช้จ่าย10
Supportbot ร่างคำตอบ + ต้นกดส่ง11
การเงินSaaS รับชำระเงิน + นักบัญชี11
Marketing และ salesต้นเอง + bot11
กฎหมายtemplate + ปรึกษาทนายสักครั้ง11
Engineering managerต้นทบทวนตัวเองทุกสัปดาห์12

ถ้าอยากรู้ว่างาน SRE ของจริงมีอะไรบ้าง Google SRE book มีบทเรื่อง Service Level Objectives, Being On-Call, Managing Incidents และ Postmortem Culture ให้อ่านฟรี

ส่วนฝั่งความสามารถของทีม software ทั่วไป DORA รวบรวมรายการ capability ไว้ให้เทียบได้

คนเดียวต้องสวมกี่หมวก?#

ตารางข้างบนดูเหมือน agent กับ SaaS รับไปเกือบหมด

แต่พอนับหมวกที่ต้นต้องใส่เองจริงๆ ยังเหลือแบบนี้ (ตัวอย่าง)

หมวกเจ็ดใบ ตัดสินใจว่าจะทำอะไร จัดลำดับ อนุมัติงานเสี่ยง ถือ pager เซ็นเรื่องเงินและกฎหมาย ดูแล codebase และดูแลตัวเอง

  1. ตัดสินใจว่าจะทำอะไร และไม่ทำอะไร
  2. จัดลำดับว่าอะไรก่อนหลัง
  3. อนุมัติ change ที่เสี่ยงสูง
  4. ถือ pager ตอนระบบล่ม
  5. เซ็นเรื่องเงินและกฎหมาย
  6. ดูแล codebase ไม่ให้รก
  7. ดูแลตัวเอง ไม่ให้พังก่อนระบบ

หมวกทุกใบมีจุดร่วมกัน

agent ทำแทนได้ แต่รับผิดชอบแทนไม่ได้

ลูกค้าไม่ได้สนว่า bug มาจาก agent ตัวไหน เขาสนว่าบริษัทจะแก้ยังไง และบริษัทก็คือต้น

ภาค 2 ไม่ได้เล่าอะไรบ้าง#

ขอบอกไว้ก่อนจะได้ไม่เสียเวลา

  • HR และการจ้างคน
  • จัดซื้อ และ IT ของออฟฟิศ
  • train model เอง
  • การตรวจ SOC 2 หรือ ISO แบบเต็ม

เรื่องสุดท้ายนี่ผมจะหยิบแค่นิสัยมาใช้ SOC 2 ดูห้ามุมคือ Security, Availability, Processing Integrity, Confidentiality และ Privacy ซึ่งคนเดียวก็ฝึกคิดแบบนี้ได้โดยไม่ต้องจ้างใครมาตรวจ

marketing ลึกๆ กับพื้นฐาน software ทั่วไปก็ไม่เล่าเหมือนกันครับ

ยังเถียงกันอยู่#

แผนที่นี้ยังมีหลายเรื่องที่วงการยังไม่ลงตัว ผมขอแปะไว้ก่อน

ยังต้องมี ticket อยู่มั้ย (ตอน 6) Karri Saarinen ผู้ร่วมก่อตั้ง Linear โพสต์ว่า issue ที่สร้างใน Linear ทั้งโดยคนและผ่าน MCP “are up 400% this year” (ที่มา) คนที่ใช้ agent เยอะ กลับเขียน ticket มากขึ้น

คนยังต้อง review ทุกงานมั้ย (ตอน 6) lauren เล่าว่าทีมเธอให้ agent ประเมินความเสี่ยงของทุก PR และ “low-medium risk ones don’t require a review” (ที่มา)

ยังต้องมี CI มั้ย (ตอน 7) ใน side project หนึ่งเธอบอกว่า “did not use CI at all. just got my agents to run the checks before merging” (ที่มา) แต่อีกโพสต์เธอเล่าว่า CI ของ Grok Bot desktop “runs in about 5 minutes” (ที่มา)

คนเดียวกัน ใช้ต่างกันตามงาน ผมว่าน่าสนใจตรงนี้

สิ่งที่ผมได้จากตอนนี้#

ลองทำเอง

หยิบไอเดียของคุณมาหนึ่งอัน แล้วไล่ 28 เรื่องบนแผนที่ ใส่ทีละเรื่องว่า

  • ผมทำเอง
  • ให้ agent
  • ให้ SaaS
  • ตัดทิ้ง
  • ยังไม่รู้

จากนั้นนับหมวกที่เหลือ แล้วเลือกสามช่องที่น่ากลัวที่สุด ใช้เวลา 15 ถึง 30 นาที ไม่เสียเงิน

ต้นทำเสร็จแล้วพิมพ์แผนที่ไปแปะข้างจอ

ผมลองแล้ว: ใช้เวลา __ นาที ค่าใช้จ่าย ฿__ จาก 28 เรื่อง ผมถือเอง __ ให้ agent __ ให้ SaaS __ ตัดทิ้ง __ ยังไม่รู้ __ ที่ติดคือ __ สามช่องที่น่ากลัวที่สุดคือ __

เก็บศัพท์

คำความหมายสั้นๆ
ADLCAgentic Development Lifecycle กรอบเล่าของซีรีส์
software factoryไอเดียว่า agent ผลิต software ได้เป็นระบบ
Michelin Kitchenคำของ lauren ครัวที่เน้นคุณภาพ ไม่ใช่สายพาน
HELL Factoryคำของซีรีส์นี้ ผลิตเยอะแต่ไม่มีด่าน ไม่มีคนดู ไม่มีเพดานเงิน
stream-aligned teamทีมที่ดูแลของตั้งแต่ต้นจนจบ
platform teamทีมที่ทำเครื่องมือให้ทีมอื่นใช้
SLOเป้าว่าระบบต้องดีแค่ไหน
on-callเวรรับเหตุ
postmortemสรุปหลังเกิดเหตุ ไม่หาคนผิด
FinOpsการดูแลค่าใช้จ่าย cloud
audit trailบันทึกว่าใครทำอะไรเมื่อไหร่

จดบันทึก

build เป็นแค่วงเดียวในสามวง

ถ้าต้นเริ่มใหม่ เขาจะทำเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกไหม?

ทำครับ วาดแผนที่ 28 เรื่องก่อนเปิด editor ใช้เวลาครึ่งชั่วโมง ฿0 (ตัวอย่าง)

ตอนต่อไป#

ต้นแปะแผนที่เสร็จ คืนนั้นก็ให้ agent ทำ prototype เสร็จก่อนเที่ยงคืน

ส่งให้เพื่อนห้าคน ไม่มีใครเปิดเลย (ตัวอย่าง) 555+

ก่อนสร้าง ถามก่อนว่าใครอยากได้

คำถามที่พบบ่อย#

ต้องทำครบ 28 เรื่องก่อนเปิดตัวมั้ย?

ไม่ต้องครับ หลายเรื่องเริ่มจาก “ยังไม่รู้” หรือ “ตัดทิ้ง” ได้ แต่ควรรู้ว่าตัดอะไรไป จะได้ไม่ตกใจตอนมันกลับมาหา ตอน 13 จะบอกว่าเรื่องไหนต้องตั้งตั้งแต่วันแรก

ต้องได้ใบรับรอง 29110 ไหม?

ไม่จำเป็นครับ ผมใช้เป็น checklist ว่าบริษัทเล็กควรมีอะไร ไม่ได้ตั้งใจไปขอใบรับรอง

ต้องใช้เครื่องมือตามที่ lauren ใช้มั้ย?

ไม่ต้อง ภาค 2 หยิบหลักคิดมาเล่า เครื่องมือแต่ละตัวมีทางเลือกอื่นเสมอ

เริ่มต้นต้องใช้เงินเท่าไหร่?

แล้วแต่ว่าคุณให้ SaaS รับกี่เรื่อง ราคาจริงของแต่ละอย่างจะเล่าในตอนของเรื่องนั้นๆ ผมไม่อยากเดาตัวเลขรวมให้ตอนนี้

คนเดียวพอจริงเหรอ?

พอสำหรับเริ่ม ถ้ารู้ว่าหมวกใบไหนต้องใส่เอง แต่หมวกใบที่ 7 อย่าลืมนะครับ 555+

Next → ภาค 2 ตอนที่ 2: ถามก่อนว่าใครอยากได้