สารบัญ
Series: รู้จักผมผ่าน Framework
- MBTI INTJ
- Human Design — Manifestor
- Enneagram 8sp — Castle Builder
- Wealth Dynamics — Lord
- DISC — High D ← คุณอยู่ตรงนี้
มาถึง framework สุดท้ายของ series — DISC
ที่ทำให้ DISC สำคัญกับผมไม่ใช่เพราะมัน deep — ที่จริงมัน shallowest ของทั้ง 5 frameworks ที่เล่ามา. แต่มันคือ framework ที่ บอกว่าคนอื่นเห็นเรายังไง ในการทำงาน
อีก 4 อันก่อนหน้า = ผมรู้จักตัวเอง. DISC = คนอื่นรู้จักผม
DISC พื้นฐาน
DISC แบ่งคน 4 styles ตาม behavior:
- D — Dominance — direct, decisive, results-focused
- I — Influence — outgoing, enthusiastic, people-focused
- S — Steadiness — patient, supportive, harmony-focused
- C — Conscientiousness — analytical, accurate, detail-focused
แต่ละคนมี combination ของทั้ง 4 styles แต่จะมี style 1-2 ตัวที่สูงกว่าตัวอื่น
ผมคือ High D — D สูงกว่าทุกตัว, รองลงมาคือ C
High D ในตัวผม
High D = ลักษณะ behavior ที่:
- Result-oriented — ผลก่อน process. ถ้าได้ผลที่ต้องการ วิธีไม่ค่อยสำคัญ
- Firm, strong-willed — เมื่อตัดสินใจแล้วยากที่จะเปลี่ยน
- Direct over diplomatic — พูดตรง ไม่ค่อย sugarcoat
ในชีวิตจริง:
- ประชุมจะอยากได้ decision เร็ว ไม่ชอบ discuss วน
- งานเลื่อน deadline ก็จะ direct บอกว่าไม่พอใจ ไม่นั่งให้ feedback อ้อมๆ
- ถ้าใครเสนอแผนที่ logic อ่อน ก็จะตรงไปตรงมาว่ามันไม่ work เพราะอะไร — ไม่นั่ง wrap up ใน “ดีนะ แต่ลองคิดดูใหม่ไหม”
Communication style — ทำไม low diplomacy
อันนี้เป็นจุดที่ทำให้คนใหม่ๆทำงานกับผม shock ตอนแรก
ผม low tolerance สำหรับ logical fallacies — ถ้าคนพูดอะไรที่ argument มันไม่ logical ผมจะ point out ทันที โดยไม่ wrap up ก่อน
ผม low tolerance สำหรับ fluff — meeting ที่ไม่มี action item, presentation ที่ดูเก๋แต่ไม่ตอบคำถาม, email ที่อ่าน 3 ย่อหน้าแล้วยังไม่รู้จะให้ทำอะไร — รำคาญหมด
ผม low tolerance สำหรับ political maneuvering — ถ้าจะคุยปัญหา คุยปัญหาเลย ไม่ต้อง position ก่อน
ที่ผมต้อง work on คือ — อย่าให้ low tolerance พวกนี้ออกมาเป็น harsh tone ในตอนแรก. คนใหม่ๆที่เคย work environment แบบ corporate ที่ต้อง diplomatic ตลอดเวลา จะ adjust ลำบาก
เวลาทำงานกับคนอื่น
DISC มี dynamic ระหว่าง styles ที่น่าสนใจ — บางคู่เข้ากันดี บางคู่ friction ตลอด
High D + High S = friction บ่อย S ต้องการ harmony, slow change, supportive tone — D ตรงข้ามทั้งหมด ในทีมผม ถ้ามี High S เยอะ จะมี mismatch กับวิธีบริหารของผมมาก เคยสูญเสียคนเก่งๆไปเพราะ S ทนกับ D ที่แรงไม่ไหว
High D + High C = balance ดี C เสริม analysis ของ D — D ตัดสินใจได้เร็ว, C เช็คว่าตัดสินใจถูก ถ้า team หลักรอบๆผมเป็น High C, ทุกอย่างไหลดี เพราะ C ไม่ต้องการ emotional support เยอะ และเสริม weak point ของ D ในเรื่อง detail
ตอนนี้พยายามจัด team ของบริษัทหลักให้มี C เยอะ — แล้ว place คนที่เป็น S/I ในตำแหน่งที่ต้อง interface กับ client หรือ public มากกว่า ไม่ใช่ในตำแหน่ง execution กับผมโดยตรง
ข้อเสีย / ที่ต้องระวัง
อันที่ต้อง watch ตลอดของ High D คือ — burning people / context out
ลืมว่าคนอื่นต้องใช้เวลา process emotion. สิ่งที่ผมพูดในที่ประชุม direct เพราะ “ไม่มีเวลา wrap up” — แต่คนรับฟังอาจต้องใช้เวลา 2-3 วันถึงจะ recover และคิดต่อได้
ลืมว่าคนอื่นไม่ได้มี context ทั้งหมด. สำหรับผม decision ตัวนี้ obvious เพราะมี background information 10 อย่างในหัว — แต่ทีมงานอาจรู้แค่ 3 อย่าง แล้วเห็น decision ของผม “มาจากไหน?”
วิธีแก้ที่ผมพยายามใช้:
- Pause ก่อน react. “ขอเวลาคิด 1 นาที” แทนที่จะตอบทันที
- อธิบาย context ก่อน decision (สั้นๆ)
- ไม่ให้ feedback negative ในที่ประชุม — เก็บไว้ one-on-one
ปิด Series
5 framework ที่เล่ามาทั้งหมด:
- MBTI INTJ — วิธีคิด: silent simulation, system over people
- Human Design Manifestor — วิธีใช้พลังงาน: initiate + deep rest cycle
- Enneagram 8sp — แรงขับ: autonomy, build the fortress
- Wealth Dynamics Lord — วิธีสร้าง wealth: control asset, recurring cashflow
- DISC High D — วิธีคนอื่นเห็นเรา: direct, low diplomacy
รวมกันเป็นภาพที่ค่อนข้างชัดของคนๆนึง — ที่คิดเป็น system, ใช้พลังงานเป็น burst, ขับเคลื่อนด้วยความต้องการอิสระ, สร้าง wealth ผ่าน structure, และพูดตรงในการ communicate
ทำไมผมเขียนทั้งหมดนี้?
หลายปีที่ทำธุรกิจ ผมเคยพยายามเป็นคนอื่น — เป็น CEO ที่ rallies troops, เป็น sales person ที่ network ทุก event, เป็น entrepreneur ที่ hustle 24/7. ทุกครั้งที่ฝืนตัวเองเป็นคนที่ไม่ใช่ — drained, depressed, ผลงานก็ไม่ดี
Frameworks พวกนี้ช่วยให้ผมเลิกฝืน แล้ว design ชีวิตกับธุรกิจตามตัวเอง — ไม่ใช่ตามที่หนังสือ “How to Be Successful” บอกให้ทำ
สำหรับคนอ่าน: ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองฝืนทำสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมชาติของคุณ — ลองส่อง framework พวกนี้ดูครับ ไม่ต้องเชื่อทุกอย่าง เอาที่มัน fit เก็บไว้ ที่ไม่ fit ทิ้งไป สิ่งที่สำคัญคือเริ่มจาก “ผมเป็นใคร” แทนที่จะ “ผมควรเป็นใคร”
ตอนนี้ผมกำลังพยายาม: หา balance ระหว่าง low-diplomacy ที่ direct/efficient กับการให้ team space ในการ process. ยังไม่เก่งเลย — ติด “พูดตรง” บ่อย แต่อย่างน้อยรู้แล้วว่าต้องระวังเรื่องนี้
กลับไปอ่านใหม่ → MBTI INTJ — เริ่ม series ใหม่อีกรอบ