สารบัญ
เมื่อก่อนเว็บของผมทุกตัว — ทั้งเว็บบริษัท เว็บโปรเจ็ค ไปจนถึงเว็บส่วนตัว — รันบน WordPress + Cloudways ทั้งหมด หลายเว็บ รันคู่กันมาหลายปี
เดือนที่ผ่านมาผมย้ายออกจาก WordPress กับ Cloudways เกือบหมดแล้ว มาใช้ Cloudflare ecosystem ล้วนๆ เขียนเว็บผ่านแชทกับ Claude เอา งานที่เคยจ้าง developer ทำเป็นสัปดาห์ ตอนนี้เสร็จใน 1-2 ชั่วโมง
โพสต์นี้ผมจะเล่าว่าทำไมย้าย ใช้อะไรแทนอะไร แล้วดีขึ้นยังไง — เผื่อคนที่กำลังจะเริ่ม หรือเจ้าของธุรกิจที่ยังใช้ WordPress อยู่ แล้วรู้สึกว่ามันเริ่มไม่ไหว จะได้เห็นว่ามีทางเลือกอื่น
สแตกเดิม: WordPress + Cloudways
WordPress คือ CMS (Content Management System) ที่ครองตลาดเว็บ ~40% ของโลก เขียนด้วย PHP + MySQL มีระบบ plugin ให้เพิ่มฟังก์ชันง่าย
Cloudways คือ managed hosting — คือเราไม่ต้องดูแล server เอง เขาจะเอา VPS จาก DigitalOcean / AWS / Vultr มา wrap ให้ใช้ง่ายขึ้น มี backup, SSL, staging, firewall พื้นฐาน
ผมใช้คู่นี้เพราะ — ตอนเริ่มต้นมันง่าย ไม่ต้องเขียนโค้ดเองเยอะ ติดตั้ง WordPress ภายใน 5 นาที ลง plugin อีก 10 ตัว ได้เว็บที่มีฟอร์มติดต่อ ระบบ SEO ระบบ cache ร้านค้าออนไลน์ ทุกอย่างที่ต้องการ
จริงๆ หลักๆ คือราคา 555+
เอาตรงๆ — เหตุผลหลักที่ย้ายคือค่าใช้จ่าย ไม่ใช่ปัญหาเทคนิคที่ดราม่า
เพราะเว็บที่ผมรันส่วนใหญ่เป็น static website ของบริษัท — หน้าบริษัท หน้าสินค้า landing page portfolio about team ไม่ได้ต้องการระบบ dynamic ซับซ้อน ไม่ได้มี user login ระบบ member ร้านค้าออนไลน์อะไรทั้งนั้น content ก็ไม่ได้อัปเดตบ่อยๆ
แต่เพราะเริ่มต้นด้วย WordPress มาตั้งแต่ต้น ก็ใช้ WordPress มาตลอด จ่าย Cloudways ต่อเว็บเดือนละ $14+ หลายเว็บรวมแล้วเดือนละหลายพัน — จ่ายเพื่อระบบ CMS เต็มระบบ ทั้งที่เว็บไม่ได้ต้องใช้
พอมาเจอ Cloudflare Pages ที่รองรับ static site อยู่ใน free tier เกือบหมด ก็เลยคิดว่า… อ้าว ที่จ่ายมาทั้งปีมันคือเสียเปล่าเหรอ 555+
ปัญหารองๆ ที่ไม่ได้หนักจนทนไม่ได้
- Plugin update ต้องตามทุกเดือน บางทีชนกันเว็บพัง — แต่เว็บ static บริษัทไม่ได้พังบ่อยเพราะแทบไม่ได้แก้อะไร
- WordPress = เป้าโจมตีหลักของโลก ต้องติด security plugin บล็อคบอท — แต่ Cloudways ก็ช่วยกันให้ระดับหนึ่ง
- Speed สำหรับลูกค้าต่างประเทศ server อยู่สิงคโปร์ ยุโรป/อเมริกาโหลดช้ากว่าปกติ
ถ้าราคาเท่า Cloudflare Pages ผมก็อาจจะทน WordPress ต่อไปได้ — แต่พอเห็นว่า static site บน Cloudflare = ฟรี, deploy ผ่าน Git push, speed ผ่าน edge CDN ทั่วโลกตั้งแต่เริ่มต้น — ไม่มีเหตุผลที่จะจ่าย managed hosting ต่อไป
สแตกใหม่: Cloudflare ecosystem
Cloudflare เริ่มต้นจากการเป็น CDN + DNS แต่ไม่กี่ปีที่ผ่านมาเขาขยายจนกลายเป็น “ทำทุกอย่างที่เว็บต้องการ” — ผมใช้ของเขาครบชุดเลย:
- Cloudflare Pages — hosting static website (ฟรีสำหรับ traffic ระดับบุคคล/ธุรกิจเล็ก) deploy ผ่าน GitHub auto build ใช้ CDN ทั่วโลกตั้งแต่เริ่มต้น
- Cloudflare R2 — object storage สำหรับเก็บรูป/ไฟล์ ราคาถูกกว่า S3 มาก ไม่มีค่า egress (คือไม่คิดเงินตอนคนโหลดไฟล์ออก)
- Cloudflare D1 — SQL database (SQLite-based) ที่กระจายไปทั่วโลก สำหรับเว็บที่ต้องมี dynamic data
- Cloudflare Workers — code ที่รันบน edge (ไม่ต้องมี server) เขียน JavaScript/TypeScript ใช้แทน API backend
- Cloudflare DNS + Proxy — จัดการโดเมนกับ protection ในที่เดียว ฟรี
ทั้งหมดนี้อยู่ในบัญชีเดียว คุยกันเองได้หมด ไม่ต้อง config cross-service ให้ปวดหัว
การย้าย content: MySQL → Markdown
WordPress เก็บทุกอย่างใน MySQL — post, page, comment, user, setting หมดใน database เดียว
สำหรับเว็บ static (บล็อก เว็บองค์กร portfolio) ผมไม่ต้องการ database เลย เลยย้ายทั้งหมดมาเป็น markdown file เก็บในรีโป GitHub
แปลงครั้งแรกใช้ export XML ของ WordPress แล้วเอา Claude แปลงเป็น markdown ทีละไฟล์ ใช้เวลาประมาณครึ่งวันต่อเว็บ — เทียบกับการ migrate manual ที่เคยคิดไว้เป็นอาทิตย์ถึงเดือน
การย้าย database: MySQL → D1
เว็บที่มี user login / dynamic data จริงๆ (ไม่ใช่แค่บล็อก) ย้าย MySQL ของ WordPress มาเป็น Cloudflare D1
D1 เป็น SQL database (ใช้ SQLite ใต้บน) แต่กระจายไปทั่วโลก อ่านได้เร็วจากทุกภูมิภาค เก็บ data type พื้นฐานได้หมดเหมือน MySQL
การ migrate — export จาก MySQL เป็น SQL dump แล้ว massage schema ให้ตรงกับที่ D1 รับได้ (ซึ่งเป็น SQLite dialect ไม่ใช่ MySQL) ใช้ Claude ช่วย rewrite schema + query ทั้งหมดใน 1-2 รอบ คุย ทดสอบด้วย sample data ก่อนยิงของจริง
Dev workflow: เขียนเว็บผ่านแชท
อันนี้คือจุดที่เปลี่ยนเกมที่สุด
สมัย WordPress — ถ้าต้องการฟังก์ชันใหม่ ก็ค้น plugin ที่ใกล้เคียง ติดตั้ง ลอง customize ไม่ตรง ก็หา plugin อื่น หรือจ้าง developer เขียน plugin ใหม่ ใช้เวลาเป็นสัปดาห์-เดือน
ตอนนี้ — ผมเปิดโปรเจ็คใน Claude Code (หรือ editor อื่นที่มี AI agent เช่น Cursor / Windsurf / Google Antigravity) พิมพ์ใน chat ว่า “เพิ่มหน้า X ที่มี form รับชื่อ + email + ข้อความ ส่งเข้ามาให้ notify ใน [ช่องทาง]” → AI เขียนโค้ดให้ ผมอ่าน commit ทดสอบใน preview แล้ว push
งานที่เคยใช้เวลา 1 สัปดาห์ ตอนนี้เสร็จใน 1-2 ชั่วโมง บางงานเสร็จใน 15 นาที
ผมไม่ได้เปลี่ยนตัวเองเป็น developer — ยังเขียนโค้ดเองไม่เป็น แต่ ฟังรู้เรื่องพอที่จะ review ว่า AI ทำถูกหรือไม่ถูก — อันนี้แหละที่พื้นฐาน IT ตอน ป.2 มัน pay off (อันนี้เล่าไว้อีกโพสต์หนึ่งแล้ว → IT Genius)
GitHub + Auto-deploy
workflow ทุกวันคือ:
- คุยกับ AI ใน chat บอกว่าต้องการอะไร
- AI แก้โค้ดให้ → commit ลง GitHub
- Cloudflare Pages detect commit → auto build + deploy → เว็บ live ใน 1-2 นาที
- เข้าไปดู preview URL ถ้าใช่ ปล่อยผ่าน → ถ้าไม่ใช่ บอก AI แก้ → วนลูป
ไม่ต้อง FTP ไม่ต้อง Filezilla ไม่ต้อง SSH เข้า server ไม่ต้อง restart อะไร — push แล้วจบ
เปรียบเทียบคร่าวๆ
| หัวข้อ | WordPress + Cloudways | Cloudflare + AI |
|---|---|---|
| ค่าโฮส | หลายพัน/เดือน (หลายเว็บ) | ส่วนใหญ่อยู่ใน free tier |
| Deploy | FTP / plugin / manual | git push → auto |
| เพิ่มฟีเจอร์ | หา plugin + customize + อาจจ้างคน | คุยกับ AI 1-2 ชั่วโมง |
| ความเร็วต่างประเทศ | ขึ้นกับ server location | Edge CDN ทั่วโลก |
| Security update | manual / plugin | platform-level |
| Maintenance | ทุกเดือน | แทบไม่มี |
จุดที่ยังไม่ perfect
- ไม่ใช่ทุกเว็บเหมาะกับ static site — เว็บที่ต้องการ CMS ให้ทีมงาน non-tech เขียน content ผ่าน UI ก็ยังใช้ WordPress สะดวกกว่า (แต่ตอนนี้มีตัวเลือก CMS แบบ Decap, Tina ที่ต่อกับ Git ได้)
- D1 ยังมี limitation เรื่องขนาด database กับ query concurrent ต้อง design schema ให้ดี
- ถ้าทีมงานยังไม่ถนัด Git จะเปลี่ยน workflow ก็ต้องเทรนเพิ่ม
สรุป
Cloudways + WordPress ไม่ได้แย่ — มันเหมาะกับคนที่ต้องการระบบ CMS สำเร็จรูปแบบไม่ต้องแตะโค้ด แต่สำหรับผมที่ทำเว็บหลายตัว อยากคุม performance ความเร็ว และต้องการเพิ่มฟีเจอร์ได้ไวโดยไม่ต้องรอ dev — Cloudflare + AI workflow มันเหมาะกว่ามาก
อีกอย่าง — การที่เขียนเว็บผ่านแชทได้ ทำให้เจ้าของกิจการอย่างผมลงมือทำเองได้ ไม่ต้องรอคิวทีม ไม่ต้องเขียน spec ยาว ไม่ต้องประชุม — คิดอะไรได้ คุยกับ AI ตรงนั้น 2 ชั่วโมงเห็นของจริง
เดี๋ยวโพสต์ต่อๆ ไปในหมวด IT GENIUS จะเจาะลึกทีละส่วน — R2 ใช้ยังไง, D1 schema ควรออกแบบยังไง, workflow กับ AI ทำยังไงให้ไม่มั่ว ฯลฯ ใครสนใจเรื่องไหนเป็นพิเศษ บอกได้ครับ